fbpx

การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ หนทางยิ่งใหญ่ในเกมการค้า

การสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ

ในยุคสมัยที่เศรษฐกิจโลกหรือในประเทศเกิดการแข่งขันทางการค้าที่สูงมาก ๆ คงไม่มีใครอยากจะสร้างศัตรูทางธุรกิจแน่นอน อีกหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจดำเนินไปได้ดี ลดโอกาสในการมีคู่แข่งลงคือเป็น“พันธมิตรทางธุรกิจ”กัน ยิ่งมีพันธมิตรเยอะ ยิ่งส่งผลดีต่อธุรกิจด้วยแต่จะต้องเป็นพันธมิตรที่ดีด้วยนะ แต่มันไม่ใช่ว่าเราเป็นเจ้าของแบรนด์ เราเป็นเจ้าของบริษัทแล้วจะเดินดุ่ม ๆ ไปบอกกับบริษัทไหนก็ได้ว่ามาเป็นพันธมิตรกันเถอะ แบบนั้นมันก็ออกจะแปลกไปหน่อย ซึ่งมันก็มีเทคนิคในการสร้างกันอยู่ ธุรกิจไหนกำลังหาทางสร้างคอนเนคชั่นแบบนี้อยู่มาดูกันว่าทำอย่างไรได้บ้าง เผื่อพิจารณาและนำไปใช้ได้กับธุรกิจของตนเอง

สารบัญ
    Add a header to begin generating the table of contents

    รู้จักก่อนว่าพันธมิตรทางธุรกิจคืออะไร

    มองแบบเข้าใจง่ายคือการร่วมมือกันระหว่างธุรกิจหนึ่งกับอีกธุรกิจหนึ่งตั้งแต่ 2 ที่ขึ้นไป ซึ่งจะเป็นการเอาจุดแข็ง ความน่าสนใจของทั้งสองบริษัทนั้นมารวมกัน พร้อมกับมีเป้าหมายร่วมกันด้วยที่จะทำให้มันสำเร็จ ซึ่งในแต่ละฝั่งต่างเอื้อผลประโยชน์ให้แก่กันและกันได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงกลายมาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันได้ อย่าลืมว่าแต่ละฝั่งต่างก็มีบรรทัดฐาน มีเป้าหมายของตนเองด้วย เมื่อจับมือกันแล้วก็ต้องก้าวไปด้วยกัน จะต้องไม่มีใครเสียผลประโยชน์เกินจำเป็น พอเดินไปพร้อมกันหลายกิจการ หลายธุรกิจร่วมกัน มันก็ไปด้วยกันง่ายกว่าไปเดี่ยว ๆ มีข้อดีหลายอย่างมาก ๆ สังเกตว่าบริษัทใหญ่ ๆ หลายที่ก็ล้วนมีพันธมิตรทางธุรกิจเยอะกันทั้งนั้น

    จะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจให้เติบโตไปพร้อมกันได้อย่างไร

    หนทางยิ่งใหญ่ในเกมการค้าหนึ่งทางเลือกที่ดีมาก ๆ คือ จะต้องสร้างพันธมิตรทางธุรกิจให้ได้และดีด้วย แต่เราจะสร้างมายังไง จะพัฒนากันไปอย่างไรได้บ้าง สำหรับกิจการที่ยังไม่เคยหาพันธมิตรมาก่อน ลองนำโครงสร้างแต่ละข้อเหล่านี้ไปปรับใช้กันได้ แต่ว่าเราจะต้องทำให้กิจการที่เราไปชวนมาเป็นมิตรกันนี้จะต้องได้ประโยชน์ด้วย เพราะถ้าหากมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้อย่างเดียวแบบนั้นเรียกเอาเปรียบไม่เรียกพันธมิตร มาดูกันว่าจะทำอย่างไรได้บ้างดังนี้

    • ทำการวิเคราะห์ หาแรงจูงใจก่อนว่าจะสร้างพันธมิตรกับบริษัทหนึ่งอย่างไร ซึ่งเราก็จะต้องรู้ด้วยว่ากิจการนั้นทำธุรกิจอะไร สินค้า บริการ เป็นอะไร เอื้อต่อธุรกิจของเราแบบไหนและเราเองเอื้อต่อเขาแบบไหนได้บ้าง เหตุผลหนึ่งที่ต้องจับมือกันก็มาจากความผันผวนของดีมานด์หรือความต้องการซื้อ ที่มันแข่งกันอย่างดุเดือดเลย ความเสี่ยงตรงนี้ก็ถูกป้องกันได้โดยเฉพาะเวลาจะแข่งกันด้านราคา เพราะถ้าเป็นพันธมิตรกันมันก็จะไปด้วยกันหมด วงจรอายุสินค้าก็จะน้อยลงไปด้วย มันดีแบบนี้เลยพอธุรกิจได้มาเป็นพันธมิตรร่วมกันแล้วจะช่วยประหยัดอะไรหลายอย่างเลย ทั้งขอบเขตการทำงาน ขนาดของธุรกิจด้วย แล้วทรัพยากรที่มีก็เอามาใช้ร่วมกันได้ เช่น เงินทุน การทำการตลาด เทคโนโลยี เครื่องจักร ช่องทางการขาย โครงสร้างการทำธุรกิจ ตราสินค้า ภาพลักษณ์ สิทธิในการทำงานร่วมกันทางธุรกิจ เป็นต้น ซึ่งจะรวมทั้งแบบที่จับต้องได้และไม่ได้ด้วย ซึ่งล้วนแต่จะเอื้อให้กับทุกฝ่าย แบบนี้ใครก็ย่อมต้องสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเอาไว้ บางอย่างเรามีแต่เขาไม่มี เขามีเราไม่มีนำมาแบ่งปันกันได้อีกหนึ่งสิ่งที่อยู่ในการวิเคราะห์ถึงแรงจูงใจในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจคือจะได้มีการแลกเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ระหว่างกัน ทั้งความรู้ ทักษะ ความสามารถทั้งทางคน ทางเทคโนโลยีด้วย จะทำให้อยู่รอดบนเส้นทางอันโหดหินของการค้าที่แสนร้อนแรงนี้กันได้ และเติบโตไปด้วยกัน และไม่ใช่แค่สองหามีพันธมิตรจากหลายทางด้วยยิ่งส่งผลดี ยังไม่พอไม่ต้องกังวลว่าจะโดนกีดกันทางการค้าอีกด้วย ไม่ว่าจะทั้งในและนอกประเทศ ต่อให้มาในรูปแบบของภาษีหรือไม่ใช่ถ้าเป็นพันธมิตรกันแล้วสิ่งนี้จะไม่ค่อยเกิดขึ้นจากบริษัทที่ร่วมมือกันแน่นอน
    • ก่อนจะไปขอความร่วมมือหรือหาแรงจูงใจมาแล้วว่าจะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับองค์กรไหนก็หาจังหวะให้ดี อย่าเข้าผิดที่ผิดจังหวะเพราะมันอาจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป ในด้านของการหาจังหวะนี้เราก็พิจารณาจากอำนาจการต่อรองของบริษัทนั้น ๆ เลือกช่วงที่อำนาจการต่อรองสูงได้จะดีเพราะจะให้เขาเห็นถึงผลประโยชน์ที่จะได้กลับไปไม่น้อยเลย อีกหนึ่งช่วงที่ไม่อยากให้หลุดมือคือเวลาที่ตลาดผันผวน อะไรก็ไม่แน่นอนเอาเสียเลย มาจับมือกันไว้เถอะ จะได้ไปกันต่อรอดกันทั้งหมด เชื่อว่าสถานการณ์ตลาดไม่น่าไว้ใจแบบนั้นใครต่างก็กลัวเรือตัวเองล่มทั้งนั้น
    • เลือกให้ดี สรรหาพันธมิตรทางธุรกิจให้เป็นไม่ใช่เอาใครก็ได้ พูดง่าย ๆ คือ ควรเลือกหน่อยจะจับมือกับใครเหมาะสมกันที่สุด พิจารณาให้ดี เพราะว่าองค์กรมีเป้าหมายชัดเจน ชวนใครมาจับมือด้วยจะบรรลุเป้าหมายได้ดีกว่ากัน มองหาบริษัทนั้น ๆ ที่เอื้อต่อเรา แน่นอนว่าเราเองจะต้องมีอะไรที่เอื้อกลับไปยังธุรกิจนั้นเช่นกันดูที่วิสัยทัศน์ขององค์กรนั้นเป็นแบบไหนแนวทางคล้ายกับเราไหม ถ้าหากใช่ มันไปกันได้ก็อาจจะง่ายเลยที่จะมาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจแก่กัน เพราะถ้าหากวิสัยทัศน์ไปกันคนละทางไปรอดกันยากแน่ ๆ และไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต้องคำนึงสิ่งที่จะได้เผื่ออีกฝ่ายด้วย หากมีฝ่ายใดที่เน้นกอบโกยอย่างเดียวแบบนั้นคงต้องถึงเวลาตัดหางทิ้งแล้วไม่ต้องเอามาเป็นมิตรให้เสียเวลา เสียอะไรในบริษัทอีกมากมาย
     
    • ทำการประเมิน วิเคราะห์พันธมิตรทางธุรกิจ ซึ่งในข้อนี้มีหลายอย่างที่จะต้องทำมาก ๆ หากจะใช้งานจริงควรจะลงรายละเอียดให้ลึกกว่าในบทความนี้ว่าจะประเมินส่วนไหนบ้าง เพื่อให้ได้คู่พันธมิตรที่ดีจริง ๆ มาร่วมมือกันทำงาน อย่างแรกเลยมาดูความสอดคล้องกันก่อนว่าเข้ากับองค์กรของเราแค่ไหน ซึ่งจะดูตั้งแต่ ความสอดคล้องในเชิงกลยุทธ์ ระยะสั้น ระยะยาว ทิศทาง เป็นแบบไหน ทรัพยากรที่มี ความรู้ ความสามารถ บุคลากร ร่วมกันแล้วมีโอกาสจะไปได้สวยแค่ไหนวัฒนธรรมด้วยก็ต้องสอดคล้องกัน ค่านิยม สิ่งเหล่านี้ก็สำคัญถ้าคนละขั้วก็ยากจะรอด อีกอย่างคือระบบการบริหาร การจัดการ การตัดสินใจ การความคุมประสิทธิภาพ ต่าง ๆ ในองค์กรเป็นอย่างไร ถ้ามันเข้ากันได้ข้อนี้ก็ถือว่าผ่านต่อไปจะเป็นการสอบทานธุรกิจพันธมิตร เรียกว่าเป็นการประเมิน ดูหนี้สิน ทรัพย์สิน มีอะไรบ้าง เอามาวิเคราะห์กันต่อ เพื่อจะได้ดูความเสี่ยงในด้านอื่น ๆ ด้วย และความเสี่ยงต่าง ๆ ก็จะถูกนำมาประเมินเช่นกัน ไม่ว่าจะเรื่องของการเงิน ผลประโยชน์ที่อาจขัดแย้ง ชื่อเสียงองค์กร การละเมิด กฎหมาย การปฏิบัติการ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าควรจะจับมือเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกันดีไหม เพราะถ้ามันเสี่ยงเกินไปก็คงไม่มีใครอยากจะร่วมมือเป็นแน่ แต่บริษัทของเราเองก็จะโดนฝ่ายพันธมิตรฝั่งนั้นวิเคราะห์ด้วยเหมือนกัน
     
    • ยังต้องดูสิ่งนี้เพิ่มด้วยเมื่อจะสร้างพันธมิตรทางธุรกิจกับใครก็ตาม นั่นคือสถานภาพในการแข่งขันในตลอดปัจจุบัน ว่าคู่พันธมิตรนั้นมีสถานภาพเป็นแบบไหน อาจจะเป็นผู้นำทางด้านธุรกิจ ที่ชำนาญมาก ในสนามการแข่งขันที่ดุเดือดนี้ หรือจะเป็นผู้ตามที่ความสามารถในการแข่งขันน้อย อาจจะเป็นผู้นำแต่ด้านการทำธุรกิจอื่น แต่ว่าก็ต้องขยายฐานไปหาธุรกิจที่ยังไม่ถนัด หรือจะเป็นตามในธุรกิจอื่นอยู่แต่ว่าเริ่มเห็นโอกาสในการทำเงินใหม่ การสร้างธุรกิจที่ได้เปรียบในการแข่งขันขึ้นมา ประเมินออกมาแล้วได้แบบไหนก็ลองพิจารณากันดูว่าจะเอายังไงต่อ
     
    • พอตัดสินใจกันแล้วว่าจะจับมือร่วมเป็นพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อจะได้เติบโตไปด้วยกันบนเส้นทางการค้าที่ยิ่งใหญ่ในตลาดธุรกิจ สิ่งที่จะต้องทำต่อมาคือแผน เรียกว่าแผนธุรกิจ มีการทำข้อตกลง สัญญาความร่วมมือที่จะต้องเซ็นกันทุกฝ่าย ซึ่งในการทำข้อตกลงนี้จะต้องได้รับการเห็นชอบจากผู้ที่เกี่ยวข้องหรือมีส่วนได้ส่วนเสียกับการจับมือกันในครั้งนี้ด้วย อาจจะเป็น คู่ค้า ลูกค้า ผู้ถือหุ้น หรืออื่น ๆ แล้วให้ผู้บริหารระดับสูงพิจารณาถึงสัญญาดังกล่าว ทั้งนี้ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องเห็นด้วยถึงจะไปต่อไป
     
    • ในส่วนของการจัดทำแผนธุรกิจที่มีการทำงานร่วมกัน จะต้องมีเป้าหมายไปด้วยกัน พันธกิจจะต้องไปด้วยกัน รวมทั้งการจัดสรรทรัพยากร ความต้องการ วัตถุประสงค์ ถ้าขัดกันมันก็จบตรงนี้เลยไปต่อไม่ได้ พอมีแผนแล้วก็อย่าลืมที่จะทำบันทึกความเข้าใจหรือที่เรียกกันง่าย ๆ ว่า MOU จะต้องมีหนังสือเป็นเอกสารการสมัครใจที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาของอีกฝ่าย แน่นอนว่าจะต้องทำทั้งสองฝ่าย แต่มันก็ไม่ได้ผูกมัดอะไร เพียงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงเท่านั้นเอง
     
    • สุดท้ายแล้วสิ่งที่จะต้องมีแบบขาดไม่ได้เลยคือสัญญาที่ชัดเจน สัญญาที่จะเอื้อประโยชน์กันทุกฝ่าย เพราะการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจมันจะต้องไม่มีใครได้เปรียบไปกว่าใคร ยิ่งถ้าหากมีเงื่อนไขอะไรที่ผูกมัดยิ่งต้องมีความละเอียดในเอกสารมากขึ้น ครอบคลุมมากที่สุด ทุกอย่างจะต้องละเอียดและเข้าใจกันหมด ไม่ว่าจะเป็นขอบเขต การรับผิดชอบของแต่ละฝั่ง รายละเอียดของงาน ข้อตกลงการให้บริการ จะได้มีมาตรฐานขั้นต่ำในการทำงาน เงื่อนไขค่าบริการ อายุสัญญา ข้อกำหนด ในเลิกจ้าง การเปลี่ยนแปลง แก้ไข การต่ออายุ ขอบเขตการรับผิดชอบเวลาเกิดปัญหา การแก้ไข การจ่ายค่าเสียหาย ค่าชดเชย การรักษาความลับ ความปลอดภัยของข้อมูลบริษัทและบุคลากร กำหนดโทษชัดเจน และอื่น ๆ ทั้งหมดหากมี

    ข้อชวนคิด

    หากมีพันธมิตรที่ดีมาเป็นคู่ค้าร่วมกันทำธุรกิจอะไรมันก็จะง่ายขึ้นเยอะ ทำให้เส้นทางในการประกอบกิจการไม่ยากจนเกินไป ตลาดแม้มันจะแข่งขันสูงยังไง แต่ถ้าหากมีเหมือนเพื่อนที่คอยเดินไปด้วยกัน ซัพพอร์ตซึ่งกันและกันมันก็คงไม่ล้มกันง่าย ๆ แน่ ๆ แต่สิ่งที่อยากให้ใส่ใจที่สุดในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจคือเขียนสัญญาให้ละเอียดและครอบคลุมในทุกประเด็นสำคัญและเอื้อประโยชน์แก่กันมากที่สุด เพราะในอนาคตถ้าเกิดอะไรขึ้นเรายังมีเอกสารสัญญาที่เป็นหลักฐานเอาผิดได้เหมือนกัน

    บทสรุป

    ดูเหมือนจะง่ายในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจ แต่มันไม่ง่ายเลย เพราะกว่าจะผ่านแต่ละขั้นตอนย่อมจะต้องใช้เวลา เราจะต้องพิจารณาหลายส่วน วิเคราะห์ ประเมินกันหลายประเด็นเลย ก่อนจะตัดสินใจเลือกสักองค์กรหรือหลายองค์กรมาทำงานร่วมกัน หาค้นพบกับธุรกิจที่ไปด้วยกันได้และพร้อมที่จะเติบโตบนเส้นทางนี้การคว้าเอาไว้นั่นคือโอกาส แต่ถ้าประเมินแล้วเห็นแต่ความเสี่ยงและโอกาสเติบโตน้อยนิดมาก มันก็ไม่ได้เสียหายอะไรที่เราจะปฏิเสธความร่วมมือนั้นไป และอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะไปหาพันธมิตรคือหาจังหวะให้เหมาะสมก็เอื้อมากที่จะทำให้จับมือกันสำเร็จง่ายขึ้น ถ้าคุณมีองค์กรที่เล็งอยู่ลองหาดูจังหวะมันจะต้องมีมาแน่นอน📌Station Accout – เรารับจดทะเบียนหจก.ดีที่สุด™