การขยายธุรกิจด้วยระบบแฟรนไชส์ (Franchise) คือทางลัดในการสร้างการเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่สิ่งที่แฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) และแฟรนไชส์ซี (Franchisee) มักละเลยคือ โครงสร้างกฎหมายและภาระภาษีเชิงลึก การจดทะเบียนและวางระบบบัญชีที่ไม่ถูกต้องอาจนำมาซึ่งเบี้ยปรับ เงินเพิ่ม และความเสี่ยงทางกฎหมายที่ทำลายกำไรของธุรกิจ
Station Account® สรุปแนวทางปฏิบัติที่ต้องรู้เพื่อตั้งต้นระบบแฟรนไชส์ให้อยู่ในระบบภาษีที่ถูกต้อง ได้ประโยชน์ทางภาษีสูงสุด ดังนี้
1. จดทะเบียนแฟรนไชส์ ต้องเริ่มต้นจากโครงสร้างทางกฎหมายใด?
คำว่า “จดทะเบียนแฟรนไชส์” ในประเทศไทย ไม่ได้หมายถึงการยื่นเอกสารใบเดียวที่เรียกว่าใบอนุญาตแฟรนไชส์ แต่คือ “การจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า” ร่วมกับการ “วางโครงสร้างนิติบุคคล” และ “ทำสัญญาหนังสือชี้ชวนแฟรนไชส์“ ตามประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง การแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจแฟรนไชส์
- 1. จดทะเบียนคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา: จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า (Trademark) กับกรมทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อป้องกันการเลียนแบบแบรนด์
- 2. จัดตั้งรูปแบบองค์กร: หากเป็นบุคคลธรรมดา ควรเปลี่ยนเป็นรูปแบบนิติบุคคลทันทีเพื่อรับรองสัญญา และใช้ประโยชน์จากอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล (15-20%) ที่ต่ำกว่าภาษีบุคคลธรรมดา (สูงสุด 35%) โดยสามารถพิจารณา รับจดทะเบียนบริษัท หรือเลือก รับจดทะเบียนหจก ตามขนาดและโครงสร้างทุนของธุรกิจ
- 3. จัดทำสัญญาแฟรนไชส์ (Franchise Agreement): ระบุเงื่อนไข ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Initial Franchise Fee), ค่ารอยัลตี้ (Royalty Fee), และค่าการตลาด (Marketing Fee) ให้ชัดเจนตามกฎหมายแข่งขันทางการค้า
2. ตารางเปรียบเทียบภาระภาษี: บุคคลธรรมดา vs นิติบุคคล ในการทำแฟรนไชส์
Station Account® เปรียบเทียบโครงสร้างภาษีเพื่อให้เห็นชัดว่า การบริหารแฟรนไชส์ในนามนิติบุคคลให้ผลตอบแทนและ ROI ทางภาษีดีกว่าบุคคลธรรมดาอย่างไร:
ประเด็นทางภาษี | บริหารแฟรนไชส์ในนาม “บุคคลธรรมดา“ | บริหารแฟรนไชส์ในนาม “นิติบุคคล“ |
ฐานภาษีเงินได้ | ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (5% – 35%) | ภาษีเงินได้นิติบุคคล (SME: 0% – 20%) |
การหักค่าใช้จ่าย | หักตามจริง (ต้องมีเอกสาร) หรือเหมา | หักค่าใช้จ่ายได้ตามจริงทั้งหมดตามหลักเกณฑ์บัญชี |
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (WHT) | ผู้จ่ายต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% (ค่าบริการ) / 3% (ค่าสิทธิ) | ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% (สามารถนำไปเครดิตภาษีตอนสิ้นปีได้) |
การขยายสาขาและร่วมทุน | ทำได้ยาก ขาดความน่าเชื่อถือทางกฎหมาย | ทำได้ง่าย เพิ่มทุน สะดวกต่อการระดมทุน |
ความเสี่ยงการถูกตรวจสอบ | สรรพากรเพ่งเล็งสูง หากมีเงินโอนเข้าบัญชีส่วนตัว | มีระบบบัญชีตรวจสอบได้ ชัดเจน ปลอดภัย |
3. โครงสร้างภาษีของระบบแฟรนไชส์ (Initial Fee vs Royalty Fee)
- 1. ภาษีเงินได้ (Income Tax): รายได้ค่าแรกเข้าและค่ารอยัลตี้ ถือเป็นรายได้จากการประกอบกิจการหรือค่าสิทธิ
- 2. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%): ค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Initial Fee) และค่า Royalty Fee เข้าข่ายการให้บริการ ต้องเสีย VAT 7% โดยส่งมอบใบกำกับภาษีให้แก่แฟรนไชส์ซี
4. ตัวอย่างการคำนวณภาษีและการบันทึกบัญชี (Journal Entry)
เพื่อให้เห็นภาพการลงบัญชีตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน (TFRS) Station Account® แสดงตัวอย่างเคสจริง ดังนี้
Case Study 1: การรับชำระค่าธรรมเนียมแรกเข้า (Initial Franchise Fee)
บริษัท แฟรนไชส์ จำกัด รับชำระค่าแรกเข้าจำนวน 500,000 บาท (ไม่รวม VAT) จากแฟรนไชส์ซี โดยมีภาระภาษีหัก ณ ที่จ่าย 3% (15,000 บาท) และ VAT 7% (35,000 บาท)
การบันทึกบัญชีฝั่ง แฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor):
วันที่ | รายการ | เดบิต (บาท) | เครดิต (บาท) |
XX/XX/XX | ธนาคาร / เงินสด | 520,000 |
|
| ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย (WHT Account) | 15,000 |
|
| รายได้ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์รับล่วงหน้า |
| 500,000 |
| ภาษีขาย |
| 35,000 |
*(หมายเหตุ: หากยังไม่ได้ส่งมอบโนว์ฮาวครบถ้วน จะบันทึกเป็นรายได้รับล่วงหน้า แล้วจึงทยอยรับรู้รายได้ตามสัดส่วนงาน)*
Case Study 2: การจ่ายค่ารอยัลตี้รายเดือน (Royalty Fee)
แฟรนไชส์ซี ชำระค่า Royalty Fee 5% จากยอดขายรายเดือน เป็นเงิน 20,000 บาท (ไม่รวม VAT 7% = 1,400 บาท) ถูกหัก ณ ที่จ่าย 3% (600 บาท)
การบันทึกบัญชีฝั่ง แฟรนไชส์ซี (Franchisee):
วันที่ | รายการ | เดบิต (บาท) | เครดิต (บาท) |
XX/XX/XX | ค่ารอยัลตี้ (ค่าใช้จ่ายบริหาร) | 20,000 |
|
| ภาษีซื้อ | 1,400 |
|
| ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย |
| 600 |
| ธนาคาร / เงินสด |
| 20,800 |
การจัดการระบบบัญชีเหล่านี้ต้องใช้นักบัญชีที่มีความชำนาญเฉพาะทาง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการนำส่งภาษีประจำเดือน ท่านสามารถเลือกใช้บริการ รับทำบัญชี เพื่อให้ระบบบัญชีและภาษีของแฟรนไชส์เป๊ะทุกไตรมาส
5. ตารางเช็กลิสต์เอกสารที่ต้องเตรียมก่อนจดทะเบียนและวางระบบแฟรนไชส์
ลำดับ | รายการเอกสาร / ขั้นตอน | หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง | สถานะการจัดทำ |
1 | หนังสือรับรองบริษัท / ห้างหุ้นส่วน | จำเป็นต้องมี | |
2 | หนังสือจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า | กรมทรัพย์สินทางปัญญา | จำเป็นต้องมี |
3 | สัญญาแฟรนไชส์ (Franchise Agreement) | ทีมกฎหมาย / ที่ปรึกษา | จำเป็นต้องมี |
4 | เอกสารเปิดเผยข้อมูลธุรกิจ (Disclosure Document) | กรมพัฒนาธุรกิจการค้า | จำเป็นต้องมี |
5 | ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) | กรมสรรพากร | จำเป็นต้องมี |
6. คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการจดทะเบียนแฟรนไชส์ (FAQ)
Q1: ซื้อแฟรนไชส์มาบริหาร ต้องจดทะเบียนบริษัทหรือไม่?
ตอบ: ไม่บังคับทางกฎหมาย แต่ในทางภาษีแนะนำให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลทันที เนื่องจากค่ารอยัลตี้และค่าแรกเข้าเป็นต้นทุนที่สามารถนำมา deduct เป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และช่วยลดภาระภาษีอัตราก้าวหน้าของบุคคลธรรมดา
Q2: ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์แรกเข้า (Initial Fee) ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย กี่เปอร์เซ็นต์?
ตอบ: หากสัญญาระบุเป็นการให้สิทธิในการใช้แบรนด์และเครื่องหมายการค้า จะเข้าข่าย “ค่าสิทธิ” ต้องหัก ณ ที่จ่าย 3% แต่หากระบุเป็นการให้บริการฝึกอบรมหรือวางระบบ จะเข้าข่าย “ค่าบริการ” ซึ่งหัก 3% เช่นเดียวกันตามกฎหมายสรรพากรไทย
Q3: ขายแฟรนไชส์ไปต่างประเทศ ต้องคิดภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) อย่างไร?
ตอบ: การส่งออกสิทธิหรือการให้บริการแก่ผู้รับในต่างประเทศและได้มีการใช้บริการนั้นในต่างประเทศ อาจได้รับสิทธิอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม 0% (VAT 0%) ตามมาตรา 80/1 แห่งประมวลรัษฎากร ทั้งนี้ต้องตรวจสอบโครงสร้างสัญญาอย่างละเอียด
Q4: ไม่ได้จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า สามารถทำสัญญาขายแฟรนไชส์ได้หรือไม่?
ตอบ: ทำได้ทางแพ่ง แต่มีความเสี่ยงสูงมาก หากมีบุคคลอื่นนำชื่อหรือโลโก้ไปจดตัดหน้า แฟรนไชส์ซอร์จะไม่สามารถฟ้องร้องละเมิดสิทธิแบรนด์ตนเองได้ และอาจถูกแฟรนไชส์ซีฟ้องร้องยกเลิกสัญญาได้
สรุป: ขยายธุรกิจด้วยแฟรนไชส์อย่างมั่นคง ต้องวางระบบบัญชีและภาษีให้แม่นยำ
การ จดทะเบียนแฟรนไชส์ ไม่ใช่เพียงเรื่องของการขยายสาขา แต่คือการวางรากฐานทางกฎหมาย บัญชี และภาษี เพื่อสร้าง ROI สูงสุดให้แก่เจ้าของธุรกิจ ป้องกันความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบย้อนหลัง
ให้ทีมงานผู้เชี่ยวชาญจาก Station Account® ช่วยวางระบบบัญชี เซ็ตโครงสร้างภาษี และดูแลการจดทะเบียนนิติบุคคลให้ธุรกิจแฟรนไชส์ของคุณเติบโตได้อย่างมั่นคงและถูกกฎหมาย 100%