ระบบการชำระเงินในปัจจุบันได้ก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมเพย์ (PromptPay) คือ ระบบโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงินและการโอนเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย ที่เชื่อมโยงเลขประจำตัวประชาชน หรือเลขทะเบียนนิติบุคคล และเบอร์โทรศัพท์มือถือ เข้ากับบัญชีธนาคาร ช่วยให้การโอนเงินและชำระเงินมีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และลดต้นทุนค่าธรรมเนียมอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับนิติบุคคลและผู้ประกอบการ การใช้งานระบบพร้อมเพย์ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือเพิ่มความสะดวกในการรับชำระเงินจากลูกค้าเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกฎหมายภาษีอากร โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 หรือกฎหมายภาษี e-Payment ซึ่งกำหนดให้สถาบันการเงินส่งข้อมูลธุรกรรมลักษณะเฉพาะให้แก่กรมสรรพากร การวางโครงสร้างการรับเงินด้วยพร้อมเพย์จึงต้องกระทำอย่างถูกต้องเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลัง
โครงสร้างระบบพร้อมเพย์ และเกณฑ์การรายงานธุรกรรมทางเงิน (e-Payment)
การใช้งานพร้อมเพย์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก คือ บุคคลธรรมดา (ผูกด้วยเลขบัตรประชาชน/เบอร์โทรศัพท์) และ นิติบุคคล (ผูกด้วยเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก) โดยมีเกณฑ์ทางกฎหมายภาษีที่ผู้ประกอบการต้องพิจารณาอย่างเคร่งครัด ดังนี้
เกณฑ์การส่งข้อมูลธุรกรรมลักษณะเฉพาะแก่กรมสรรพากร
- ฝากหรือโอนเงินเข้าทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 3,000 ครั้งขึ้นไป ต่อปี (ไม่จำกัดจำนวนเงิน)
- ฝากหรือโอนเงินเข้าทุกบัญชีรวมกัน ตั้งแต่ 400 ครั้งขึ้นไป และมียอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป ต่อปี
ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง พร้อมเพย์ บุคคลธรรมดา VS นิติบุคคล
หัวข้อการเปรียบเทียบ | พร้อมเพย์ บุคคลธรรมดา | พร้อมเพย์ นิติบุคคล |
ตัวเปิดบัญชี/ผูกระบบ | เลขประจำตัวประชาชน / เบอร์โทรศัพท์ | เลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก (นิติบุคคล) |
การเข้าสู่เกณฑ์ e–Payment | นับรวมทุกบัญชีในสถาบันการเงินเดียวกัน | นับรวมทุกบัญชีในสถาบันการเงินเดียวกัน |
ความเสี่ยงทางภาษี | มักถูกเพ่งเล็งกรณีใช้บัญชีส่วนตัวรับเงินธุรกิจ | ตรงไปตรงมา บันทึกเป็นรายได้บริษัทชัดเจน |
การนำไปหักภาษี ณ ที่จ่าย | ทำได้ยาก เสี่ยงเอกสารไม่ครบถ้วน | รองรับระบบ e-Withholding Tax โดยตรง |
การยอมรับของคู่ค้า B2B | ความน่าเชื่อถือน้อย | ความน่าเชื่อถือสูงในระดับองค์กร |
คำแนะนำจาก Station Account®: ผู้ประกอบการที่เริ่มต้นทำธุรกิจ ไม่ควรใช้พร้อมเพย์ส่วนตัวในการรับชำระเงินของกิจการ เนื่องจากทำให้เกิดปัญหารายได้ปะปน และเสี่ยงต่อการถูกประเมินภาษีย้อนหลัง หากต้องการเริ่มต้นธุรกิจอย่างถูกต้อง สามารถเลือกใช้บริการ รับจดทะเบียนบริษัท หรือ รับจดทะเบียนหจก เพื่อเปิดบัญชีพร้อมเพย์นิติบุคคลอย่างเป็นระบบ
ตัวอย่างการบันทึกบัญชีและการคำนวณภาษีการรับเงินผ่านพร้อมเพย์
เพื่อให้เห็นภาพการทำงานเชิงบัญชีอย่างชัดเจน Station Account® ได้จัดทำตัวอย่างการบันทึกบัญชี (Journal Entry) และเคสคำนวณภาษีที่เกิดขึ้นจริงในการทำธุรกิจ ดังนี้
เคสที่ 1: การบันทึกบัญชีชำระค่าสินค้าผ่าน พร้อมเพย์ นิติบุคคล (พร้อม e–Withholding Tax)
บริษัท เอ-เทค จำกัด ขายบริการให้แก่ลูกค้ามูลค่า 100,000 บาท (ยังไม่รวม VAT 7%) รวมเป็นเงิน 107,000 บาท ลูกค้าทำการชำระเงินผ่านระบบพร้อมเพย์นิติบุคคล โดยมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย e-Withholding Tax อัตรา 0.5% (โปรโมชันระบบ e-Withholding Tax ผ่านธนาคาร)
- มูลค่าบริการ = 100,000 บาท
ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%) = 7,000 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่าย (0.5%) = 500 บาท
ยอดเงินสุทธิที่ได้รับผ่านพร้อมเพย์ = 106,500 บาท
ตารางบันทึกบัญชีเดบิต–เครดิต (Journal Entry):
วันที่ | รายการ | เดบิต (บาท) | เครดิต (บาท) |
01/09/2026 | เดบิต ธนาคาร – พร้อมเพย์ | 106,500 |
|
| เดบิต ภาษีเงินได้ถูกหัก ณ ที่จ่าย | 500 |
|
| เครดิต รายได้จากการบริการ |
| 100,000 |
| เครดิต ภาษีขาย |
| 7,000 |
(บันทึกการรับชำระเงินค่าบริการผ่านพร้อมเพย์นิติบุคคล) |
|
|
|
เคสที่ 2: การคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ย้อนหลัง กรณีรับเงินพร้อมเพย์บุคคลธรรมดาเกินเกณฑ์
นาย B เปิดร้านขายของออนไลน์ โดยใช้พร้อมเพย์ส่วนตัวรับเงิน ในปีภาษี 2025 มียอดโอนเข้าพร้อมเพย์รวม 500 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 3,500,000 บาท สถาบันการเงินจึงส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร นาย B ไม่เคยยื่นภาษีและไม่ได้จดทะเบียน VAT (เกิน 1.8 ล้านบาท)
การคำนวณภาระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) และเบี้ยปรับเงินเพิ่ม:
1. รายได้ส่วนที่เกิน 1.8 ล้านบาท: 3,500,000 – 1,800,000 = 1,700,000 บาท
2. ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ต้องชำระ (7%): 1,700,000 × 7% = 119,000 บาท
3. เบี้ยปรับประเมิน (2 เท่า กรณีไม่ได้ยื่นแบบ): 119,000 × 2 = 238,000 บาท
4. เงินเพิ่ม (1.5% ต่อเดือน สมมติล่าช้า 10 เดือน): 119,000 × 1.5% × 10 = 17,850 บาท
รวมภาระภาษี VAT เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มทั้งสิ้น: 374,850 บาท (ยังไม่รวมภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา)
ข้อดีและข้อควรระวังในการใช้พร้อมเพย์สำหรับผู้ประกอบการ
การดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ต้องอาศัยการบริหารจัดการเงินสดและการปฏิบัติตามกฎหมายภาษีอย่างถูกต้อง การใช้พร้อมเพย์มีทั้งข้อได้เปรียบและจุดที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
ประเด็น | ข้อดี (Advantages) | ข้อควรระวัง (Cautions) |
การบริหารสภาพคล่อง | เงินเข้าบัญชีทันที (Real-time) เพิ่ม Liquidity | หากไม่กระทบยอดรายวัน รายการจะปะปนกระทบยอดลำบาก |
ต้นทุนการดำเนินงาน | ฟรีค่าธรรมเนียมหรือค่าธรรมเนียมต่ำมาก | การเปิด QR Code บุคคลรับเงินแทนบริษัท ผิดกฎหมาย |
การทำ e–Withholding Tax | เชื่อมโยงระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอัตโนมัติ ลดงานเอกสาร | ต้องแน่ใจว่าผูกกับบัญชีนิติบุคคลถูกต้อง |
การตรวจสอบทางภาษี | เอกสาร Statement ชัดเจน ตรวจสอบง่าย | ข้อมูลโอนเข้าถูกส่ง กรมสรรพากร อัตโนมัติหากเข้าเกณฑ์ |
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการบันทึกรายได้สะสม ผู้ประกอบการควรใช้บริการ รับทำบัญชี มืออาชีพ เข้ามาช่วยจัดทำกระทบยอดธนาคาร (Bank Reconciliation) อย่างสม่ำเสมอทุกสิ้นเดือน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. โอนเงินผ่านพร้อมเพย์เกิน 400 ครั้ง แต่ยอดเงินไม่ถึง 2 ล้านบาท สรรพากรจะได้รับข้อมูลหรือไม่?
ตอบ: ไม่ได้รับข้อมูล เนื่องจากเกณฑ์ e-Payment กำหนดไว้ว่า หากยอดโอนเข้าไม่ถึง 3,000 ครั้ง จะต้องเข้าเงื่อนไข “ทั้งสองข้อ” พร้อมกัน คือ ต้องเกิน 400 ครั้งขึ้นไป และ มียอดรวมเกิน 2,000,000 บาทขึ้นไป หากเข้าเงื่อนไขเพียงข้อใดข้อหนึ่ง (เช่น 500 ครั้ง แต่มียอดรวม 1.5 ล้านบาท) สถาบันการเงินจะไม่ส่งข้อมูล
2. บัญชีพร้อมเพย์นิติบุคคล สามารถผูกได้กี่บัญชี?
ตอบ: นิติบุคคลสามารถนำเลขประจำตัวผู้เสียภาษี 13 หลัก ไปผูกพร้อมเพย์เข้ากับบัญชีเงินฝากธนาคารได้ 1 บัญชีต่อ 1 สถาบันการเงิน แต่สามารถผูกได้หลายสถาบันการเงินตามเงื่อนไขของแต่ละธนาคาร
3. หากรับเงินผ่านพร้อมเพย์บุคคลธรรมดา แต่ยื่นภาษีถูกต้องทุกประการ จะมีปัญหาหรือไม่?
ตอบ: แม้จะยื่นภาษีครบถ้วน แต่การนำบัญชีบุคคลธรรมดามาใช้รับเงินแทนกิจการนิติบุคคล ถือเป็นการปฏิบัติไม่ถูกต้องตามหลักการจัดทำบัญชี และอาจสร้างความสับสนในการพิสูจน์รายจ่ายของบริษัท รวมถึงเสี่ยงต่อการถูกเพ่งเล็งตรวจสอบความสัมพันธ์ของทรัพย์สิน
4. ระบบ e–Withholding Tax ผ่านพร้อมเพย์ ช่วยลดภาระภาษีได้อย่างไร?
ตอบ: การชำระเงินผ่านพร้อมเพย์นิติบุคคลที่เชื่อมระบบ e-Withholding Tax จะช่วยลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย (ตามมาตรการส่งเสริมของภาครัฐ) และสถาบันการเงินจะเป็นผู้ส่งข้อมูลภาษีและนำส่งเงินภาษีให้กรมสรรพากรโดยตรง บริษัทจึงไม่ต้องออกหนังสือรับรองการหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) เป็นกระดาษ ช่วยลดต้นทุนงานเอกสารได้อย่างมหาศาล