ค่าเสื่อมราคาคืออะไร

ค่าเสื่อมราคา

หากจะให้เปรียบเทียบ ค่าเสื่อมราคา (Depreciation Expense) มันก็เหมือนกับการลงทุนซื้อรถยนต์คันหนึ่งราคา ที่ 500,000 บาท นำมาเพื่อใช้ในการประกอบกิจการด้านต่าง ๆ  เช่น การขนสินค้า ส่งสินค้าให้ลูกค้า ใช้ในการติดต่องานต่าง ๆ จะเห็นว่ารถยนต์ถูกใช้งานตลอด แต่ละปีรถก็จะมีการเสื่อมสภาพลงเรื่อย ๆ ส่งผลให้ราคาลดลง ซึ่งหากในปีนั้นทำยอดขายได้ 400,000 บาท  นำมาหักกับราคารถที่ซื้อแน่นอนร้านขาดทุน ซึ่งในทางการบัญชีไม่ได้คิดคำนวณเช่นนั้นมีการคิดหักลบจาก ค่าเสื่อมราคา โดยจะเฉลี่ย ค่าเสื่อมราคา ออกเป็น 5 ปี มันคืออายุการใช้งานโดยทั่วไป เมื่อคิดออกมาจะได้เป็นจำนวนเงิน 1000,000 บาท  จากนั้นนำมาหัก ค่าเสื่อมราคา ถึงจะทราบว่าในปีนั้น ๆ ได้กำไรเท่าไหร่ เพราะฉะนั้นมันสามารถบอกได้ว่าของต่าง ๆ มันมีการเสื่อมสภาพ ค่าเสื่อมสภาพ จึงมีความหมายสั้น ๆ คือ เป็นวิธีการทางบัญชีที่นำมาใช้ตัดจากค่าสินทรัพย์ในแต่ละปี เพื่อให้ได้เห็นผลกำไรที่แท้จริง

จากข้อความข้างต้นไม่ใช่เพียงแค่รถยนต์เท่านั้นที่มี ค่าเสื่อมสภาพ คุณคงเห็นแล้วว่าการทำบัญชีประเภทนี้มีความสำคัญมากเมื่อคุณต้องการหาผลกำไรที่แท้จริงในแต่ละปี ซึ่งเมื่อหัก ค่าเสื่อมสภาพ กำไรต่าง ๆ จึงจะปรากฏ

ไม่ว่าสิ่งของนั้นจะราคาแพงแค่ไหนอย่างไรเสียก็ต้องมีการเสื่อมสภาพไปตามอายุการใช้งาน ฉะนั้นเมื่อคุณทำธุรกิจประเภทใดก็ตามต้องอาศัยการทำบัญชี ซึ่งมันก็จะมีกลวิธีหรือหลบักการในการคิดเงินเพื่อหากำไรจาก

สารบัญ
    Add a header to begin generating the table of contents

    ความหมายของ ค่าเสื่อมสภาพ แยกได้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

    1.ตลอดอายุการใช้งานของสินทรัพย์ถาวรจะต้องไม่เปลี่ยนแปลง แม้กระทั่งต้นทุนแรกเริ่มและมูลค่าของสินทรัพย์

    2.ผลรวมของ ค่าเสื่อมสภาพ จะต้องเท่ากับต้นทุนสินทรัพย์เมื่อหักด้วยราคาซาก

    3.วิธีในการคำนวณ ค่าเสื่อมสภาพ เป็นตัวที่สามารถจัดสรรให้มีระบบมากขึ้น ตลอดจนผลกำไรที่สถานประกอบการจะได้รับ

    4.การคำนวณ ค่าเสื่อมสภาพ ของสินทรัพย์จะต้องไม่เกินราคาต้นทุน

    สินทรัพย์ประเภทที่มีค่าเสื่อมราคา

    สินทรัพย์ที่มีเรื่องของ ค่าเสื่อมสภาพ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานได้หลายปีและใช้งานได้ในระยะยาวมีมูลค่าราคาสูงอาทิ ตึกอาคารรถยนต์  เครื่องจักร  อุปกรณ์  คอมพิวเตอร์ ซึ่งในมาตรา 65 ทวิกำหนด ค่าเสื่อมราคา ดังนี้

    1.อาคาร ปีละ 50 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 20 ปี 

    2.รถยนต์ ปีละ  เครื่องจักร  อุปกรณ์ 20 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 5 ปี 

    3.คอมพิวเตอร์ ปีละ 33.33 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 3 ปี ในข้อนี้เป็นสิ่งของที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะเป็นเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา

    ข้อควรรู้

    เมื่อเริ่มต้นทำธุรกิจไม่ว่าจะประเภทใดก็ตาม ค่าเสื่อมราคา เป็นค่าใช้จ่ายที่สำคัญด้วยจำนวนเงินที่มีมูลค่าสูง ซึ่งมันมีผลต่อการคิดคำนวณผลกำไรของกิจการในแต่ละปี หากเราไม่เรียนรู้เรื่องนี้แน่นอนมันส่งผลต่องบต่าง ๆ เป็นแน่ ฉะนั้นควรศึกษาหลักการต่าง ๆ ให้เข้าใจ เพื่อไม่เกิดผลกระทบต่อผลกำไรของธุรกิจที่เราทำ

    ต้องรู้ค่าเสื่อมราคาเมื่อทำธุรกิจ

    คุณรู้หรือไม่ว่า ค่าเสื่อมราคา ไม่เพียงใช้ได้กับสินทรัพย์ถาวรเช่น รถยนต์ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และเครื่องจักรเท่านั้น มันยังสามารถใช้ได้กับการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ได้ด้วยนะ เพราะมันมีหน้าที่คำนวณหาต้นทุนว่ามีมูลค่าที่แท้จริงเท่าไหร่ ณ เวลานั้น หากต้องการประกาศขาย คุณก็จะสามารถพิจารณาโดยใช้ ค่าเสื่อมราคา มาคำนวณว่าถ้าหากตั้งราคาขึ้นมาควรตั้งไว้ที่เท่าไรจึงจะสมเหตุสมผล ซึ่งหารคำนวณที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดคืออสังหาริมทรัพย์นั้น ๆ ที่เรามี มันอายุการใช้งานนานนับหลายปีหรือตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

    ค่าเสื่อมราคามีแบบใดบ้างและคิดอย่างไร

    ค่าเสื่อมราคา สิ่งของที่มีอายุการใช้งานกว่า 1 ปี รวมไปถึงการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพและอายุการใช้งานเพิ่มขึ้น ซึ่งในการคิด ค่าเสื่อมราคา มีได้หลากหลายวิธีแล้วแต่ว่าจะเลือกใช้แบบใดตามความเหมาะสมไม่ได้มีการกำหนดใช้ตายตัว แต่ละวิธีนั้นมีหลักการทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น หากกิจการประเภทใดก็ตามได้เลือกวิธีคำนวณ ค่าเสื่อมราคา รูปแบบวิธีใดแล้วก็ตามจะต้องใช้วิธีนั้นตลอดโดยไม่สามารถเปลี่ยนได้ เว้นแต่อธิบดีกรมสรรพากรอนุมัติเท่านั้น ซึ่งมีวิธีคำนวณ ค่าเสื่อมราคา ดังนี้

    การคำนวณที่ได้รับความนิยมที่สุดในการคิด ค่าเสื่อมราคา

    Straight – Line : วิธีคิดแบบเส้นตรง คือ สินทรัพย์ถาวรมีใช้ดำเนินกิจการมากกว่า 1 ปี ซึ่งจะต้องมีระยะเวลานานมากกว่าการใช้งาน  ต้องมีอัตราการเสื่อมคุณภาพสภาพเท่ากันทุก ๆ ปี  แน่นอนว่า ค่าเสื่อมราคา เท่ากันทุกปีเช่นกัน  เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมใช้ในการคำนวณมากทั้งง่าย ขั้นตอนไม่ซับซ้อนและสะดวกต่อการคิด ในการคำนวณจะดูจากปัจจัยดังนี้ 

    -สิ่งแรกที่จะนำมาคำนวณคือราคาทุนของสินทรัพย์

    -อายุการใช้งานเป็นตัวแปรสำคัญ เพราะการคิด ค่าเสื่อมราคา จะใช้ตัวนี้มาเพื่อเฉลี่ย

    -เมื่อสินทรัพย์นั้นหมดอายุการใช้งานจะนำมาคิดราคาซาก

    นอกจากปัจจัยข้างต้นที่กล่าวไปนั้นแล้วที่ใช้ในการคิดคำนวณ ยังมีองค์ประกอบอื่นซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เมื่อเกิดขึ้น แล้วนำวิธีคิดแบบเส้นตรงไปใช้จะได้ผลลัพธ์ที่ดี ดังนี้

    1.เงินที่ได้ทำการลงทุนไปนั้นไม่มีต้นทุน

    2.ในแต่ละครั้งที่มีการซ่อมบำรุงสินทรัพย์นั้น ๆ ราคาจะต้องเท่ากันหมด

    3.ในการใช้งานตลอดไม่ว่าจะเป็นปีแรกหรือปีสุดท้ายที่ได้ใช้สมรรถนะต้องคงที่

    4.ตลอดอายุการใช้งานสินทรัพย์ เมื่อรวมรายได้สุทธิที่ได้รับมานั้นต้องเท่ากันทุก ๆ ปี

    จากที่ได้ศึกษาข้อมูลการคิด ค่าเสื่อมสภาพ ข้อดีของการคำนวณประเภทนี้ก็คือขั้นตอนเข้าใจง่ายและวิธีการคิดคำนวณไม่ซับซ้อน ซึ่งถือเป็นข้อดีสำหรับคุณที่จะนำไปเลือกใช้ในการประกอบกิจการ ขณะเดียวกันก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน เพราะในการคำนวณแบบนี้ไม่ได้คิดถึงดอกเบี้ย สินทรัพย์ที่เราซื้อมาบางอย่างมีการบวกดอกเบี้ยด้วย

    บทสรุป

    ใครที่กำลังเรียนรู้จากข้อมูลข้างต้นเพื่อการศึกษาหรือเพื่อนำไปใช้ในการประกอบกิจการ เชื่อว่าคงได้รู้แล้วว่า ค่าเสื่อมสภาพ มีความสำคัญมากแค่ไหนและมันสำคัญมาก ๆ กับการประกอบธุรกิจ เนื่องจากมันคือการลงทุนเมื่อใช้วิธีนี้ในการคำนวณจะช่วยให้คุณมองเห็นผลประโยชน์ที่จะได้รับในอนาคตของธุรกิจ ในทางบัญชีเอง ค่าเสื่อมสภาพ เป็นตัวที่จะช่วยตัดต้นทุนการจ่ายลงในทุก ๆ ปี ซึ่งทุนของสินทรัพย์ถาวรจะค่อย ๆ ตัดลดลงด้วยจำนวน ค่าเสื่อมสภาพ ฉะนั้นการทำธุรกิจใดก็ตามต้องให้ความสำคัญกับสินทรัพย์ถาวรที่คุณซื้อมา เพราะมันจะมีผลต่อกำไรที่คุณจะได้รับในแต่ละปีและไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการเท่านั้นที่จะใช้บัญชีประเภทนี้ ในด้านของนักลงทุนเองก็สามารถนำไปใช้ในการตัดสินใจจะซื้อมีอสังหาริมทรัพย์เพื่อทำการลงทุนและขาย หากต้องการซื้อบ้านหรืออาคารก็สามารถนำวิธีนี้มาใช้ได้ด้วยเช่นกันมันมีประโยชน์มาก ๆ เลยล่ะ ฉะนั้นเราจึงทำบทความนี้ขึ้นมาเพื่อทำการแนะนำการนำไปใช้ว่าใช้อย่างไรถึงจะคุ้มค่าต่อการลงทุนทำอะไรไปสักอย่าง เรียกได้ว่าเป็นการตัดสินใจไปอย่างชาญฉลาด