ภาษีที่ดินและอุปกรณ์ ลองอ่านดู

ภาษีที่ดินและอุปกรณ์

มารู้จักกับคำถามยอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับการเลือกซื้อสินทรัพย์อย่างคำถามที่ว่า “การทำบัญชี” ที่ดินและอุปกรณ์สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้หรือไม่ หากให้ดูตามข้อกฎหมายก็จะพบว่าจริง ๆ แล้วทางสรรพากรกล่าวว่า “รายงานที่มีลักษณะเป็นการลงทุน หมายถึงรายจ่ายที่กิจการจ่ายไปเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ต่อกิจการ ที่เป็นระยะเวลายาวนานถึง 1 ปี เพื่อรอระยะบัญชี” สามารถแปลได้ง่าย ๆ ว่า หากคุณซื้อสินทรัพย์ เช่น รถยนต์ เพื่อนำมาใช้กับกิจการงานต่าง ๆ ในราคา 2 ล้านบาท นั่นหมายความว่าคุณต้องใช้งานรถยนต์ไปก่อน 1 ปี หลังจากนั้นให้บันทึกรถยนต์เป็นสินทรัพย์ถาวรก่อนที่จะต้องทยอยเสียค่าใช้จ่ายในรูปแบบของค่าเสื่อมราคา แต่ทว่าหากให้อธิบายโดยที่ไม่ทราบอะไรเลยอาจจะเป็นการยากที่จะทำความเข้าใจ ดังนั้นสิ่งที่ควรรู้หากต้องการทำบัญชี ที่ดินและอุปกรณ์ก็คงจำเป็นที่จะต้องเริ่มจากการทำความรู้จักกับสินทรัพย์ถาวรกันก่อน

สารบัญ
    Add a header to begin generating the table of contents

    สินทรัพย์ถาวรคืออะไร ทำไม? ถึงต้องรู้จัก และเกี่ยวข้องอะไรกับการทำบัญชี

    สินทรัพย์ถาวรหรือทรัพย์สินถาวร คือ ที่ดินและอุปกรณ์ ถือได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีไว้เพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิตหรือใช้ประกอบในการจัดจำหน่ายสินค้าหรือให้บริการ เพื่อให้เช่าหรือเพื่อการบริหารงานและเป็นกิจการที่ใช้ประโยชน์มากกว่า 1 รอบปี ในส่วนของที่ดินและอาคารสามารถยกตัวอย่างได้เช่น ส่วนปรับปรุงที่ดิน ส่วนปรับปรุงอาคาร อาคารสำนักงาน อาคารโรงงาน อาคารโกดังสินค้า ในส่วนของอุปกรณ์ ยกตัวเช่น เครื่องจักร เครื่องตกแต่งและจัดตั้ง ไปจนถึงอุปกรณ์สำนักงานและยานพาหนะ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสินทรัพย์ที่กำลังก่อสร้างและพืชที่ให้ผลผลิตจากการทำเกษตรกรรมด้วย

    ทั้งนี้สาเหตุที่สินทรัพย์ถาวรเกี่ยวข้องกับการทำบัญชีก็มีสาเหตุมาจากเรื่องของ ค่าเสื่อมราคา ซึ่งสินทรัพย์บางอย่างหากซื้อมาใช้งานแล้วก็คงจะไม่มีทางที่จะเกิดการสึกหร่อขึ้นในทันที ดังนั้นจึงต้องมีการทิ้งระยะเวลาเอาไว้อย่างน้อย 1 ปีเป็นต้นไปจึงจะสามารถคิดบัญชีค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ได้

    ลักษณะสำคัญของที่ดินและอุปกรณ์สำหรับทำบัญชี

    ลักษณะสำคัญที่ใช้ในการพิจารณาว่าสินทรัพย์เหล่านั้นคือที่ดิน อาคารและอุปกรณ์เพื่อใช้ในการทำบัญชีจริง จำเป็นที่จะต้องมีการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ให้เป็นไปโดยละเอียด ทั้งนี้สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาสินทรัพย์ก็จะมีเกณฑ์การพิจารณาสำคัญดังต่อไปนี้
    1. สินทรัพย์ที่ได้มาเพื่อดำเนินกิจการและไม่ได้ถือครองเอาไว้เพื่อขาย : เป็นสินทรัพย์กลุ่มที่มีการใช้ในกิจการเท่านั้นจึงจะถูกจัดว่าอยู่ในกลุ่มของที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เช่น อาคารว่างที่กิจการถือครองเอาไว้แต่ยังไม่ได้ทำอะไร หรือที่ดินสำหรับใช้ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น
    2. สินทรัพย์ที่สามารถให้ประโยชน์ได้ในระยะยาวและมักเกิดการเสื่อมสภาพ : โดยส่วนใหญ่แล้วอาคาร ที่ดินหรืออุปกรณ์เป็นสินทรัพย์ที่มีอายุการใช้งานได้หลายปี และจะค่อย ๆ เสื่อมสภาพลงไป จนกลายมาเป็นต้องมีค่าเสื่อมราคาในอนาคต ยกเว้นที่ดินที่จะไม่มีการเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลาแต่อาจจะเสื่อมสภาพในกรณีที่มีการดินเพื่อการเกษตรกรรมและใช้งานแร่ธาตุในดินไปเรื่อย ๆ จนหน้าดินเสื่อม เป็นต้น
    3. สินทรัพย์ที่สามารถครอบครองได้ทางกายภาพ : ทั้งที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ เป็นสินทรัพย์ที่สามารถจับต้องได้และมีอยู่ในความเป็นจริงโดยกายภาพ
    สามารถสรุปได้ว่าสินทรัพย์ถาวรจะต้องเป็นสิ่งที่มีรูปร่าง มีตัวตน, มีไว้ให้สามารถใช้งานได้, มีอายุการใช้งานมากกว่า 1 ปี, มีการเสื่อมสภาพและมีมูลค่าอยู่พอสมควรจึงจะสามารถทำบัญชีค่าใช้จ่ายได้จริง

    หลักเกณฑ์ของค่าเสื่อมราคาเพื่อใช้ในการทำบัญชี ที่ดินและอุปกรณ์

    จากที่กล่าวไปข้างต้นเมื่อผู้ประกอบการสร้างความน่าเชื่อถือในการจดทะเบียนบริษัทแล้ว ก็คงพอจะทำให้รู้จักกับค่าเสื่อมราคากันไปไม่มากก็น้อยแล้ว ดังนั้นหากสรุปสั้น ๆ คร่าว ๆ ก็สามารถกล่าวได้ว่าค่าเสื่อมราคาก็คือ ค่าใช้จ่ายหลังจากมีการลงทะเบียนสินทรัพย์ถาวรแล้วนั่นเอง
    ทั้งนี้หลักเกณฑ์สำคัญในการคิดค่าเสื่อมราคาเพื่อใช้ในการทำบัญชี อย่างแรกมูลค่าของการเสื่อมสภาพจะต้องมีการปันส่วนอย่างมีระบบตลอดอายุการใช้งาน นอกจากนี้ในการคิดค่าเสื่อมสภาพยังต้องคำนึงถึงประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจจากการใช้สินทรัพย์และยังต้องมีการรับรู้ค่าเสื่อมราคาในรูปแบบของค่าใช้จ่ายอยู่ตลอด เว้นกรณีที่มีการนำไปรวมกับสินทรัพย์

    นอกจากนี้หากกล่าวถึงวิธีการในการคำนวณค่าเสื่อมราคาก็จะมีอยู่ด้วยกันหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นวิธีเส้นตรง, วิธียอดลดลง, วิธีผลรวมจำนวนปี และวิธีตามปริมาณหน่วยผลิต ซึ่งในการเลือกใช้วิธีการคำนวณแต่ละวิธีก็จำเป็นที่จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับรูปแบบของประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับและเป็นรูปแบบที่มีการใช้อยู่ก่อนอย่างสม่ำเสมออยู่แล้วจึงจะเหมาะสมที่จะเลือกวิธีนั้น ๆ มาใช้ในการคำนวณเพื่อทำบัญชีคิดค่าเสื่อมราคา ในการหักค่าเสื่อมราคาของสินทรัพย์ถาวรแต่ละประเภทก็จะมีการแบ่งประเภทของสินทรัพย์แตกต่างกันไป ได้แก่
    1. กลุ่มอาคารที่แบ่งออกเป็นอาคารถาวรหักค่าเสื่อมราคา 5% 20 ปี และอาคารชั่วคราวหักค่าเสื่อมราคา 100% 1ปี
    2. กลุ่มต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไปจะถูกหักค่าเสื่อมราคา 5% 20 ปี
    3. กลุ่มต้นทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการเช่าทั้งกรณีที่มีหนังสือสัญญาที่กำหนดอายุหรือไม่กำหนดอายุจะคิดค่าเสื่อมราคาที่ 10% 10 ปี หรือตามอายุการเช่า
    4. กลุ่มเครื่องหมายทางการค้า ทั้งแบบไม่จำกัดอายุการใช้งานและแบบที่จำกัดอายุการใช้งานจะเสียค่าเสื่อมราคา 10% 10 ปี ตามอายุของวัตถุ และ
    5. กลุ่มทรัพย์สินอื่น ๆ อาทิเช่น เครื่องจักรต่าง ๆ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ที่ใช้ในสำนักงาน เป็นต้น จะมีการหักค่าเสื่อมราคาอยู่ที่ 20 % 5 ปี ทั้งนี้สำหรับที่ดินในกรณีทั่วไปจะไม่มีการหักค่าเสื่อมราคาแต่อย่างใด

    คุณสมบัติของผู้รับทำบัญชี

    ผู้ทำบัญชี มีการกำหนดคุณวุติการศึกษาของผู้ทำบัญชีที่สามารถรับทำบัญชีได้ ดังต่อไปนี้

    1. คุณวุฒิของผู้ทำบัญชี

         1.1 ผู้ทำบัญชีวุฒิขั้นต่ำอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส) สาขาการบัญชีและสามารถที่จะจัดทำบัญชีได้ตามเงื่อนไข ต่อไปนี้

    • ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน ซึ่งมีทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทหรือมีสินทรัพย์ไม่เกิน 30 ล้านหรือมีรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท
    • บริษัทจำกัดที่ได้จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายไทย ซึ่งมีทุนในการจดทะเบียนไม่เกิน 5 ล้านบาทหรือมีสินทรัพย์ไม่เกิน 30 ล้านหรือมีรายได้รวมไม่เกิน 30 ล้านบาท

         1.2 ผู้ทำบัญชีวุฒิปริญญาตรี สาขาการบัญชี สามารถจัดทำบัญชีได้ทุกนิติบุคคล

    2. คุณสมบัติอื่นๆ ของผู้ทำบัญชี

         2.1 มีภูมิลำเนาหรือที่อยู่ในราชอาณาจักรไทย

         2.2 มีความรู้ด้านภาษาไทยที่เพียงพอต่อการเป็นผู้รับทำบัญชี

         2.3 ไม่เคยต้องโทษที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำกัดคุกเนื่องจากกระทำความผิดตามกฏหมายว่าด้วยการบัญชีหรือกฏหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชีและกฏหมายว่าด้วยวิชาชีพบัญชี= 

    คุณสมบัติในการทำงานของผู้ทำบัญชี

    นอกจากคุณสมบัติด้านวุฒิการศึกษาและอื่นๆ ตามที่กฎหมายได้กำหนดแล้ว การเลือกผู้ทำบัญชีสำหรับกิจการและหรือผู้ที่มีหน้าที่จัดทำบัญชี ควรมีคุณสมับัติและอุปนิสัยที่ผ่านการพิจารณาอย่างละเอียด คือ
    1. ผู้ทำบัญชีจะต้องมีความซื่อสัตย์ต่อจรรยาบรรณวิชาชีพ ผู้ทำบัญชีจะต้องรับรู้เกี่ยวกับตัวเลขและการเคลื่อนไหวด้านการเงินขององค์กรหรือผู้ที่ต้องทำบัญชีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ผู้ทำบัญชีที่ดีจะต้องไม่เปิดเผยข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวกับองค์กรในด้านการเงินให้บุคคลที่สามหรืออื่นๆ เด็ดขาด
    2. ผู้ทำบัญชีควรมีความอดทน รับผิดชอบ และขยันในการทำงานเกี่ยวกับบัญชีให้ตรงตามกำหนดเวลาและถูกต้อง
    3. ผู้ทำบัญชีจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการทำบัญชีที่ถูกต้อง มีความแม่นยำและมีความรู้เกี่ยวกับบริษัทที่จะต้องนำมาประยุกต์เข้าด้วยกันในการจัดทำบัญชี
    4. ผู้ทำบัญชีที่ดีควรมีความละเอียดและรอบคอบในการรับมอบเอกสารการเงินหรือการมอบเอกสารด้านการเงิน จัดเก็บเอกสารในที่ปลอดภัย

    เงื่อนไขในการเป็นผู้ทำบัญชี

    ผู้ทำบัญชี จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในการเป็นผู้ทำบัญชี โดยมีรายละเอียดเบื้องต้น ดังต่อไปนี้

    1. ผู้ทำบัญชีจะต้องเป็นสมาชิกวิชาชีพบัญชีหรือได้ขึ้นทะเบียนไว้กับสภาวิชาชีพบัญชี โดยนับตั้งแต่วันเริ่มทำบัญชี ผู้ทำบัญชีจะต้องแจ้งรายละเอียดที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำบัญชีทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เว็บไซต์กรัมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมสำเนาหลักฐานภายในระยะเวลา 30 วัน
    2. กรณีที่มีการเปลี่ยนรายการที่ได้ลงทะเบียนหรือแจ้งไว้รวมถึงการยกเลิกเกี่ยวกับการรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง ผู้ทำบัญชีจะต้องแจ้งการเปลี่ยนผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมสำเนาหลักฐานภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันที่มีการเปลี่ยนแปลง
    3. ผู้ทำบัญชีจะต้องยืนยันรายชื่อของผู้ที่มีหน้าที่จัดทำบัญชีที่ตนได้รับทำบัญชีพร้อมทั้งสถานภาพการขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพและสถานภาพการเป็นสมาชิกสภาวิชาชีพผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ภายในระยะเวลา 30 วัน นับตั้งแต่วันสิ้นปีปฏิทินเป็นประจำทุกปี
    4. ผู้ทำบัญชีจะต้องเข้ารับการพัฒนาความรู้ต่อเนื่องทางวิชาชีพทางบัญชีไม่น้อยกว่า 12 ชั่วโมงต่อปี ซึ่งจะมีการแจ้งผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าพร้อมกับแสดงหลักฐานการพัฒนาความรู้
    5. ผู้ทำบัญชีจะต้องรับทำบัญชีให้กับผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดทำบัญชีไม่เกิน 100 รายต่อปี

    บทสรุป

    ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่าในการทำบัญชี ที่ดินและอุปกรณ์สามารถนำมาเป็นค่าใช้จ่ายได้โดยอยู่ในรูปของค่าเสื่อมราคา ซึ่งก็มีเงื่อนไขในการจ่ายเงินที่แตกต่างกันไปตามแต่ชนิดของสินทรัพย์ นอกจากนี้อีกส่วนหนึ่งที่เป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในการพิจารณาค่าเสื่อมราคานั่นก็คือ ประโยชน์ของสินทรัพย์ ซึ่งสินทรัพย์ถาวรจำเป็นที่จะต้องมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจจึงจะสามารถมั่นใจได้ว่าสินทรัพย์ชิ้นนั้นเป็นสินทรัพย์ถาวรจริง

    Leave a Comment

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *