บริษัทจำกัด ความหมายและรายละเอียดที่ครบจบในบทความนี้

บริษัทจำกัด

ในการติดต่อธุรกิจหรือดำเนินการบางอย่างระหว่างองค์กรหลาย ๆ ท่านคงจะเคยได้ยินคำว่า “บริษัทจำกัด” มาบ้าง ซึ่งผู้ที่ต้องการดำเนินการทางธุรกิจในประเทศไทยมีอิสระในการเลือกดำเนินงานได้หลากหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด บริษัทจำกัด หรือจะกระทำในนามของบุคคลธรรมดาก็ได้ ซึ่งเงื่อนไขของการจดทะเบียนบริษัท แต่ละประเภทก็มีรายละเอียดและเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ดังนั้นผู้ที่สนใจจะประกอบธุรกิจควรศึกษาข้อดีข้อเสียรวมถึงองค์ประกอบของการจัดตั้งบริษัทในแต่ละประเภทให้ชัดเจนก่อนดำเนินการ เพื่อให้การตัดสินใจครั้งสุดท้ายมีผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และไม่เกิดความเสียหายใด ๆ หลังจากที่ได้มีการจัดตั้งบริษัทตามมาในภายหลัง 

สารบัญ
    Add a header to begin generating the table of contents

    ความหมายอย่างง่ายของคำว่า บริษัทจำกัด

    บริษัทจำกัด เกิดจากการที่บุคคลธรรมดารวมตัวกันเป็นจำนวนมากกว่า 3 คนขึ้นไป เพื่อทำการค้าหรือดำเนินธุรกิจร่วมกัน โดยได้มีการจดแจ้งอย่างเป็นทางการหรือจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือสำนักงานพาณิชย์ตามพื้นที่ที่องค์กรนั้น ๆ กำลังจะจัดตั้งขึ้น โดยหน่วยงานนี้เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ขึ้นทะเบียนการเป็นบริษัทให้ถูกต้องและสมบูรณ์ โดยจะมีการเก็บรายละเอียดและข้อมูลต่าง ๆ ที่สำคัญให้ครบถ้วนก่อนการอนุมัติเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนอย่างเต็มรูปแบบ โดยหลังจากการจดทะเบียนอย่างเป็นทางการแล้ว รูปแบบของการรวมบุคคลธรรมจะกลายเป็นนิติบุคคลทันทีซึ่งหมายถึงว่าบริษัทนั้น ๆ จะมีอำนาจในการทำธุรกรรมหรือสัญญาต่าง ๆ ทางการค้าได้เสมือนกับบุคคลบุคคลหนึ่ง โดยหน่วยงานที่อนุมัติจะมีการออกหมายเลข13 หลัก หรือที่เรียกในชื่อเต็มว่าหมายเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของกรมสรรพากร ซึ่งมีความสำคัญเทียบเท่ากับหมายเลขประจำตัวประชาชนของบุคคลธรรมดา โดยมีความสำคัญในการระบุถึงองค์กรและเป็นตัวแทนของหน่วยงานได้ โดยมักจะมีการนำหมายเลข 13 หลักนี้ไปปรากฏในหนังสือสำคัญหลายรายการ เช่นใบแจ้งหนี้ หรือใบเสร็จรับเงิน เป็นต้น

    รายละเอียดการจัดตั้งบริษัทจำกัด

    • รายละเอียดของการจัดตั้งเป็น บริษัทจำกัด นั้น จะประกอบไปด้วยจำนวนบุคคลที่ร่วมกันเข้ามาจัดตั้งบริษัทขึ้น โดยจะมีการกำหนดสถานที่ที่เป็นสำนักงานอย่างชัดเจน รวมทั้งมีการกำหนดมูลค่าทุนการลงทุนที่เรียกว่าหุ้นซึ่งมีจำนวนเงินในแต่ละหุ้นจำนวนเท่า ๆ กันโดยผู้ลงทุนจะทำการซื้อหุ้นหรือครอบครองหุ้นในปริมาณที่แตกต่างกัน มักพบว่าส่วนมากผู้ที่ครอบครองจำนวนหุ้นมากที่สุดในบริษัทจะกลายเป็นประธานบริษัทซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจและบริหารงานของบริษัทนั้น ๆ ได้อย่างเด็ดขาดมากที่สุด นอกจากนี้ผู้ลงทุนท่านอื่น ๆ ที่มีจำนวนการครอบครองหุ้นลดหลั่นการลงไปอาจจะอยู่ในหน้าที่ของการเป็นกรรมการบริษัท หรือมีหน้าที่ตามที่ได้มีการตกลงกันเอาไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งในการดำเนินการสำคัญเกี่ยวกับบริษัทแต่ละครั้งจะต้องมีการประชุมเพื่อรับทราบความเห็นชอบของประธานและกรรมการแต่ละท่านจึงจะเกิดผลสรุปของบริษัทที่มีแนวทางการบริหารและจัดการไปในทิศทางเดียวกันจึงจะทำให้การค้าและการทำกิจการใด ๆ สำเร็จได้อย่างสมบูรณ์

    เกร็ดความรู้เกี่ยวกับการเลือกจดทะเบียนเป็น บริษัทจำกัด

    • ชื่อของบริษัทหรือสัญลักษณ์อันหมายถึงองค์กรนั้น ๆ จะมีผลในทางบัญชีและกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นชื่อบริษัทแบบเต็ม ตราประทับหรือหมายเลขผู้เสียภาษี 13 หลัก อันเปรียบเสมือนเป็นตัวแทนของบริษัทนั้น ๆ ได้เหมือนกัน ดังนั้นเอกสารทุกอย่างที่มีตราประทับหรือเลขที่ผู้เสียภาษีของบริษัทจะต้องออกอย่างระมัดระวังและมีที่มาที่ไปเสมอเพื่อป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดตามมาในภายหลังได้ 
    • ชื่อขององค์กรที่ทำการจดทะเบียนจะต้องประกอบไปด้วยคำว่าบริษัทและจะต้องลงท้ายด้วยคำว่าจำกัดอยู่เสมอ สำหรับภาษาต่างประเทศก็จะต้องใช้คำว่า Company limited หรือเรียกในชื่อย่ออื่น ๆ อันหมายถึงการเป็นบริษัทในลักษณะนี้ได้ด้วยตัวย่อ Co.,Ltd.  
    • แม้ว่าจะมีบุคคลมากกว่า 3 คนขึ้นไปเข้าร่วมจัดตั้งให้เกิดเป็น บริษัทจำกัด แต่เขาเหล่านั้นจะอยู่ในสถานะของผู้ถือหุ้น โดยอาจจะอยู่ในตำแหน่งของประธานบริษัทหรือกรรมการบริษัทก็ได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการพิจารณารายรับรายจ่ายตลอดจนวิธีการทำบัญชีต่าง ๆ จะไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลธรรมดาท่านนั้น ๆ อย่างสิ้นเชิง โดยจะต้องพิจารณาในรูปแบบของบริษัทนี้เท่านั้น จึงจะเป็นการเข้าใจที่ถูกต้องในการพิจารณาโครงสร้างทางการเงิน หรืออำนาจการกู้ยืมต่าง ๆ ด้วย 
    • นอกจากนี้ในส่วนของการสรุปบัญชีทุก ๆ สิ้นปีของ บริษัทจำกัด จะต้องมีผู้ตรวจการบัญชีเข้ามาตรวจสอบข้อมูลรายรับรายจ่าย ตลอดจนรายการที่เกี่ยวกับบัญชีทั้งหมดให้มีความถูกต้องและสมบูรณ์มากที่สุด ซึ่งเป็นการตรวจทานข้อมูลทางบัญชีที่เป็นมาตรฐานและวิธีการนี้ถือเป็นข้อระบุที่กำหนดไว้ในการจัดตั้ง บริษัทจำกัด ไว้ว่าต้องดำเนินการในส่วนนี้ให้ถูกต้องทั้งข้อมูลและรายละเอียดปลีกย่อยเป็นอย่างดีโดยผู้เชียวชาญที่ผ่านการสอบและประเมินงานทางบัญชีอย่างมีมาตรฐาน
    • ในส่วนของการเสียภาษีอากรที่ทุก ๆ บริษัทได้ทำการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจหรือสำนักงานพาณิชย์อย่างถูกต้องไปแล้ว จะต้องยื่นแบบการเสียภาษีให้ถูกต้องตามเวลาที่กำหนดโดยวิธีการเสียภาษีของ บริษัทจำกัด นั้นแตกต่างจากการจดทะเบียนแบบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัดหรือบุคคลธรรมดา โดยอาจจะมีส่วนของการลดภาษีเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ซึ่งจะทำให้บริษัทนั้น ๆ มีข้อได้เปรียบและได้รับประโยชน์จากการลดจำนวนภาษีที่ไม่จำเป็นออกไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการหัก ณ ที่จ่ายหรือเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ถูกกำหนดไว้ในทางบัญชี ก็จะสามารถนำมาเป็นส่วนลดในการชำระค่าภาษีในแต่ละปีได้ ซึ่งส่วนนี้ผู้ประกอบการ บริษัทจำกัด จะต้องปรึกษาและทำความเข้าใจกับผู้ทำบัญชีในบริษัทให้เข้าใจตรงกัน เพราะเมื่อถึงกำหนดการยื่นเอกสารการเสียภาษีประจำปีจะได้มีข้อมูลและรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างครบถ้วน อีกทั้งระหว่างที่มีการตรวจสอบภาษีจากนักสอบบัญชีทุกอย่างก็จะผ่านไปได้อย่างไม่น่าเป็นกังวลด้วย
    • จริงอยู่ที่ว่าบุคคลธรรมดาได้มีการร่วมกันก่อตั้งขึ้นเป็น บริษัทจำกัด ด้วยกัน แต่เมื่อเกิดกรณีพิพาทหรือมีการฟ้องร้องเกิดขึ้น คดีความหรือปัญหานั้น ๆ จะไม่เกี่ยวข้องกับบุคคลธรรมดาที่ร่วมกันก่อตั้งบริษัทเลย แต่ข้อพิพาทหรือคดีความที่เกิดขึ้นจะดำเนินการต่อบริษัทนั้น ๆ โดยตรงเท่านั้น
    • ในกรณีที่ บริษัทจำกัด ได้มีการจดทะเบียนบริษัทในจำนวนวงเงิน 1 ล้านบาท แต่หลังจากที่ได้มีการทำการค้าหรือประกอบธุรกิจเกิดภาวะขาดทุนหรือถูกดำเนินคดีดำเนินการฟ้องร้องจากคู่กรณีให้ชดใช้ค่าเสียหายเกิดขึ้น นั่นเท่ากับว่าบริษัทนี้จะสามารถชดใช้ค่าเสียหายได้ตามจำนวนวงเงินการจดทะเบียนหรือแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งในกรณีนี้จะเป็นประโยชน์ให้ผู้ประกอบการให้ทราบถึงจำนวนเงินที่ต้องทำการชดใช้ว่าอยู่ในวงเงินเท่าไหร่ โดยจะช่วยลดภาวะความตกใจและความตื่นตระหนกสำหรับผู้ที่ไม่ค่อยทราบข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

    แต่อย่างไรก็ตามในกรณีที่บริษัทนั้น ๆ ถูกฟ้องร้องเป็นจำนวนเงินมากถึง 10 ล้าน แต่มีทุนจดทะเบียนบริษัทไว้แค่ 1 ล้านบาท ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายแค่ 1ล้านบาทเลยเสียทีเดียว หากบริษัทจำกัด มีสินทรัพย์อยู่ในการครอบครองที่มีมูลค่าสูงเช่น ที่ดิน อาคารและยานพาหนะต่าง ๆ ศาลอาจจะมีคำสั่งให้นำสินทรัพย์เหล่านั้นขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้นั้น ๆ  แทน ดังนั้นแม้ว่าจะจดทะเบียนในมูลค่าที่น้อยแต่ก็ต้องพึงระวังในกรณีที่มีหนี้สูงกว่าทุนการจดทะเบียนด้วย

    บทสรุป

    ทั้งหมดนี้คือข้อมูลดี ๆ ที่มีความเกี่ยวกับการจดทะเบียนบริษัทให้เป็น บริษัทจำกัด ซึ่งแน่นอนว่าถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อทำการค้าและแสวงหากำไรโดยมีผู้ร่วมทุนมากกว่า 3 คนขึ้นไปและทำการจดทะเบียนอย่างถูกต้องผ่านสำนักพาณิชย์หรือกรมพัฒนาธุรกิจจึงจะมีอำนาจหน้าที่อย่างถูกต้องในการดำเนินการธุรกิจผ่านการเป็น บริษัทจำกัด ได้ ทั้งนี้ผู้ประกอบการจะต้องศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการผ่านบริษัทรูปแบบนี้ โดยมีรายละเอียดในเรื่องของรายรับ รายจ่าย การทำบัญชี ตลอดจนการเสียภาษีต่าง ๆ ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการตรวจสอบก่อนยื่นเรื่องแก่หน่วยงานที่รับผิดชอบต่อไป