หุ้นกู้ – หุ้นสามัญ แตกต่างกันตรงไหน

หุ้นกู้

ในพื้นที่การสนทนาในแวดวงต่างๆ หลายท่านน่าจะเคยได้ยินวลีเล็กๆ วลีหนึ่งว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง” ซึ่งอาจจะเป็นคำหยอกล้อกันในพฤติการณ์ที่ต้องการผลประโยชน์บางอย่างโดยต้องมีอะไรไปแลกเปลี่ยนมาซึ่งจะไม่ได้จริงจังมากนัก แต่ในแวดวงพื้นที่การทำธุรกิจหรือกิจการห้างหุ้นส่วนวลีที่บอกว่าการลงทุนมีความเสี่ยงคงไม่ใช่แค่การหยอกล้ออย่างแน่นอน เพราะการเสี่ยงที่จะลงทุนของกลุ่มธุรกิจย่อมเหมือนการท้าทายที่ชวนให้ตาลุกวาว การปีนไปถึงปากทางของการทำธุรกิจที่นับวันยิ่งเข้มข้นคงเปรียบเหมือนเกมกีฬาสุดบีบคั้นหัวใจผู้ชมเลยทีเดียว เพราะในเกมธุรกิจการฟาดฟันกันเพื่อให้ได้ชัยที่เหนือกว่า ผู้เล่นที่มีตัวช่วยที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าย่อมมีโอกาสที่จะได้รับชัยเหนือผู้อื่นอยู่แล้ว และเครื่องมือที่ผู้เล่นเกมธุรกิจต้องไม่พลาดในการนำมาถือไว้ในกำมือคือเครื่องมือที่เรียกว่า หุ้น และในลำดับต่อไปนี้เราจะชวนมาพูดถึง หุ้นกู้ – หุ้นสามัญ กัน

สารบัญ
    Add a header to begin generating the table of contents

    ลักษณะของ หุ้นกู้ – หุ้นสามัญ

    หุ้นกู้ (Bonds) คือ ตั๋วสัญญาใช้เงินระยะยาวประเภทหนึ่งที่ออกโดยผู้กู้ ซึ่งระบุว่าผู้กู้ ได้กู้ยืมเงินจำนวนหนึ่งจากผู้ซื้อ หรือผู้ถือหุ้นกู้ โดยผู้กู้สัญญาว่าจะจ่ายคืนเงินจำนวนดังกล่าวในอนาคตและจ่ายดอกเบี้ยเป็นรายงวดตามวันที่กำหนดไว้ตลอดอายุหุ้นกู้ ผู้ถือหุ้นกู้จะมีสภาพเป็นเจ้าหนี้ของบริษัทที่ออกหุ้นกู้นั้น

              หุ้นกู้ที่ออกจำหน่ายจะต้องระบุข้อมูล ดังนี้

    1. ระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน หรืออายุหุ้นกู้
    2. มูลค่าที่ตราไว้ หรือ มูลค่าเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งเป็นเงินต้นที่ผู้กู้ต้องชำระคืน ณ วันครบกำหนดไถ่ถอน โดยปกติจะเท่ากับ 1,000 บาท
    3. อัตราดอกเบี้ยที่ระบุไว้บนใบหุ้นกู้ ซึ่งแสดงถึงร้อยละของมูลค่าที่ตราไว้ โดยมักจะจ่ายเป็นรายปีหรือรายครึ่งปี 

    หากจะกล่าวให้เข้าใจโดยให้เข้าใจง่ายขึ้น หุ้นกู้เป็นผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ออกโดยบริษัทเอกชน เมื่อท่านทำการซื้อหุ้นกู้ท่านจะกลายเป็นผู้ที่ยื่นเงินให้บริษัทที่ขายหุ้นกู้นั้นยืม ซึ่งท่านจะถูกวางตัวให้เป็นเจ้าหนี้ ในขณะบริษัทที่ขายหุ้นกู้จะถูกวางตัวให้เป็นลูกหนี้ของท่าน โดยทั้ง 2 ฝ่ายต้องทำสัญญาข้อตกลงเพื่อที่บริษัทลูกหนี้ต้องจ่ายผลประโยชน์คืนให้กับเจ้าหนี้ตามกำหนดระยะเวลาของสัญญา 

    ซึ่งตัวอย่าง การเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีการพูดถึงไปเมื่อไม่นาน คงจะเป็นของใครไปไม่ได้นั่นคือหุ้นกู้ของแสนสิริเจ้าของแบรนด์ที่พักอาศัยที่มีชื่อในเครืออันเป็นที่คุ้นหูคุ้นตากันมานาน โดยในการนำเสนอหุ้นกู้ในครั้งนี้ทางแสนสิริมีการคาดการณ์เดิมที่ 2,000 ล้านบาท แต่มีผู้สนใจเข้ามาลงทุนทั้งผู้ลงทุนทั่วไปและผู้ลงทุนสถาบันให้ความเชื่อมั่นทำให้ยอดจองเกินความหมายไปที่ 3,600 ล้านบาท ซึ่งหุ้นกู้ในครั้งนี้แสนสิริได้เสนอขายหุ้นกู้เป็นชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ อายุหุ้นกู้ 3 ปี 8 เดือน อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.20% ต่อปี ซึ่งการออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ทำให้บริษัทมีแหล่งเงินทุนในการใช้พัฒนาโครงการมากขึ้น และมีสภาพคล่องมากขึ้นตามไปด้วย

    มารู้จักหุ้นสามัญ

    หุ้นสามัญ (Common Stocks) หรือ ที่บางคนเรียกว่า หุ้นทุน คือ ตราสารทุนที่บอกถึงความมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในบริษัท ซึ่งออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน เพื่อให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของในธุรกิจนั้นๆ โดยตรง เช่น การมีสิทธิเข้าประชุมและลงคะแนนเสียงในที่ประชุม มีสิทธิร่วมตัดสินในปัญหาสำคัญในที่ประชุมผู้ถือหุ้น โดยผลตอบแทนที่ผู้ซื้อหุ้นสามัญจะได้โดยตรงก็คือ เงินปันผลจากกำไรในธุรกิจตามอัตราที่ที่ประชุมใหญ่กำหนด ซึ่งไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับผลการดำเนินงานของบริษัท และอาจไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลยก็ได้

    เงินกำไรจากการขายหุ้นถ้าหุ้น ปรับตัวขึ้น และสิทธิในการจองซื้อหุ้นใหม่ ในกรณีที่มีการเพิ่มทุนจดทะเบียน ฯลฯ ในตลาดหุ้นที่ซื้อขายกันอยู่ในทุกวันนี้ หุ้นสามัญเป็นหุ้นที่นักลงทุนส่วนใหญ่ซื้อขายกันอยู่มากกว่า 80% ของหุ้นในตลาดทั้งหมด

    กล่าวคือหุ้นสามัญเป็นต้นทุนของบริษัทมหาชนจำกัดในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจ จะใช้เป็นเครื่องมือต่อรองผลประโยชน์ทางค้าโดยการเชิญชวนบุคคลอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในต้นทุนนั้นในฐานะผู้ถือหุ้น ซึ่งผลประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อได้มาร่วมเป็นผู้ถือหุ้นจะได้รับเป็นรูปแบบของเงินปันผลตามสัดส่วนของผลประกอบการของธุรกิจนั้นๆ นั่นเอง

    ซึ่งตัวอย่าง การเสนอขายหุ้นสามัญที่เพิ่งมีการถูกพูดถึงไปก่อนหน้านี้อย่างกว้างขวางคงไม่พ้นการประกาศขายหุ้น OR ของเครือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เรารู้จักกันในนาม ปตท. นั่นเอง หลังจากที่มีการประกาศให้เปิดจองก็ได้รับความสนใจจากก็ได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปอย่างมาก เพราะราคาเสนอขายอยู่ที่ 18 บาท ทำให้มียอดจองในช่วงแรกสูงถึง 88.88% แต่ผ่านมาสักระยะหนึ่งในมุมนักวิเคราะห์กลับไม่เชียร์ให้ซื้อหุ้น OR แล้ว และแนะนำให้ขายทำกำไรแทน เนื่องจากมีความเสี่ยงที่ไม่มีปัจจัยพื้นฐานมารองรับ

    ดังนั้น หุ้นกู้ – หุ้นสามัญ แม้จะเป็นผลิตภัณฑ์ทางธุรกิจที่คล้ายคลึงกัน แต่ก็มีในข้อบ่งใช้ที่ความแตกต่างกันอยู่ ซึ่งจะได้ขยายความเพิ่มเติมในลำดับถัดไป

    ความแตกต่างของ หุ้นกู้ – หุ้นสามัญ

    – ปัจจัยแรกที่ทำให้ หุ้นกู้ – หุ้นสามัญ มีความแตกต่างกันก็คือการที่หุ้นสามัญเป็นที่รู้จักในหมู่นักลงทุนมากกว่าหุ้นกู้เพราะมีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อยู่แล้ว 

    – ปัจจัยที่สองที่ทำให้ หุ้นกู้ – หุ้นสามัญ มีความแตกต่างกันก็คือความเสี่ยงในการลงทุนเนื่องจากหุ้นสามัญที่ถูกนำไปขายในตลาดหุ้นมักจะไม่มีความแน่นอน ซึ่งหุ้นหลายตัวไม่มีปัจจัยพื้นฐานมารองรับทำให้มีความเสี่ยงสูง แต่หากในช่วงที่สามารถทำกำไรก็จะได้ผลตอบแทนสูง หรือในสภาวะที่บริษัททำผลกำไรได้น้อยผลตอบแทนที่ได้รับก็จะน้อยตามไปด้วยเช่นกัน ในขณะที่หุ้นกู้นั้นจะมีความเสี่ยงต่ำเนื่องจากมีการรับรองสิทธิต่างๆ ของผู้ถือหุ้น แม้ในสภาวะที่บริษัทขาดสภาพคล่องหรือร้ายแรงถึงขั้นล้มละลายผู้ถือหุ้นกู้ก็ยังได้รับเงินคืนตามที่วางสัญญาไว้ ผลกำไรอาจจะไม่ได้สูงเทียบเท่าหุ้นสามัญแต่จะได้รับผลตอบแทนในอัตราที่สม่ำเสมอโดยที่ไม่ได้สนใจสถานการณ์บริษัท ณ ช่วงเวลานั้น 

    – ปัจจัยที่สามที่ทำให้ หุ้นกู้ – หุ้นสามัญ มีความแตกต่างกันก็คือ เนื่องจากผลตอบแทนของหุ้นกู้ไม่ค่อยเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเหมือนกับราคาหุ้นสามัญ ดังนั้นโอกาสที่จะทำกำไรจากส่วนต่างราคาซื้อ-ขายหุ้นกู้ในช่วงระยะเวลาอันสั้นจึงอาจจะไม่มากเท่ากับการลงทุนในหุ้นสามัญ 

    – ปัจจัยที่สี่ที่ทำให้ หุ้นกู้ – หุ้นสามัญ มีความแตกต่างกันก็คือ อายุของหลักทรัพย์ทั้ง 2 ประเภท โดยที่หุ้นสามัญนั้นจัดเป็นหลักทรัพย์ที่ไม่มีวันหมดอายุ ตราบที่ผู้ถือหุ้นสามัญยังไม่ล้มละลาย หรือถูกเพิกถอนออกจากตลาด ผู้ลงทุนจึงสามารถถือครองหุ้นสามัญต่อไปได้เรื่อยๆ ในขณะที่หุ้นกู้นั้นเป็นหลักทรัพย์ที่ถูกกำหนดวันครบกำหนดไถ่ถอนหรือวันหมดอายุไว้อย่างชัดเจน ซึ่งจะมีระยะถือสัญญาอยู่ที่ 3-10 ปี

    บทสรุป

    หุ้นกู้ – หุ้นสามัญ เป็นตัวเลือกการลงทุนที่นักลงทุนใช้เป็นเครื่องมือในการดำเนินกิจกรรมทางธุรกิจมานาน แม้จะมีข้อดีข้อด้อยที่แตกต่างกันแต่ หุ้นกู้ – หุ้นสามัญ ก็ยังเป็นตัวเลือกสำคัญที่ควรค่าแก่การถือครองไว้ ซึ่งที่ผ่านมาจากปรากฎการการเสนอขายหุ้นกู้ของบริษัทแสนสิริ หรือการประกาศขายหุ้นสามัญ OR ของเครือบริษัท ปตท. ทำให้มองว่าในอนาคตการลงทุนที่ดูไกลตัวเราอาจจะถูกปรับใหม่เพื่อให้บุคคลหลากหลายกลุ่มเข้าถึงได้ง่ายก็เป็นได้

    Leave a Comment

    อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *