PR และ PO ต่างกันยังไง? เจาะลึกระบบเอกสารจัดซื้อและการควบคุมภายในทางบัญชีภาษี

เอกสาร PR และ PO ต่างกันยังไงน้า

ระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่มีประสิทธิภาพคือหัวใจสำคัญของการควบคุมภายใน (Internal Control) ของทุกองค์กร เอกสารสำคัญที่สุด 2 ฉบับที่ผู้ประกอบการและนักบัญชีต้องแยกแยะให้ชัดเจนคือ PR (Purchase Requisition) และ PO (Purchase Order) เพราะนอกจากจะช่วยป้องกันการทุจริตแล้ว ยังส่งผลโดยตรงต่อการวางระบบคุมค่าใช้จ่าย การรับรู้หนี้สิน และเอกสารประกอบการยื่นภาษีของกิจการ

สารบัญ
    เพิ่มหัวเรื่องเพื่อเริ่มสร้างสารบัญ

    1. PR (Purchase Requisition) คืออะไร?

    PR หรือ ใบขอซื้อ คือเอกสารภายในองค์กรที่ออกโดยแผนกที่ต้องการใช้สินค้าหรือบริการ เพื่อแจ้งความประสงค์ไปยังแผนกจัดซื้อ เอกสารนี้เป็นเพียงขั้นตอนการร้องขอภายใน ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายหรือทางสัญญาใดๆ กับบุคคลภายนอก

    จุดประสงค์หลักของ PR

    • ตรวจสอบว่าสินค้า/บริการที่ขอซื้อมีความจำเป็นและอยู่ในงบประมาณที่อนุมัติไว้หรือไม่
    • ตรวจสอบยอดสต็อกคงเหลือเพื่อป้องกันการสั่งซื้อซ้ำซ้อน
    • ให้ผู้มีอำนาจอนุมัติ (Approver) ตรวจสอบรายการก่อนเข้าสู่วงจรการสั่งซื้อจริง

    2. PO (Purchase Order) คืออะไร?

    PO หรือ ใบสั่งซื้อ คือเอกสารภายนอกที่ออกโดยแผนกจัดซื้อ ส่งไปยังผู้ขาย (Vendor/Supplier) เพื่อยืนยันการสั่งซื้อสินค้าหรือบริการตามข้อตกลง PO ถือเป็นสัญญาซื้อขายทางกฎหมายชนิดหนึ่งเมื่อผู้ขายทำการเซ็นรับรอง

    จุดประสงค์หลักของ PO

    • ยืนยันราคา จำนวน สเปกสินค้า เงื่อนไขการชำระเงิน และวันจัดส่งอย่างเป็นทางการ
    • ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงในการตรวจรับสินค้า (Goods Receipt) และการรับใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษี
    • เป็นเอกสารสำคัญที่สรรพากรใช้ตรวจสอบความมีอยู่จริงของการรายการค้า

    หากกิจการต้องการจัดตั้งระบบบัญชีให้รัดกุมพร้อมรองรับการขยายตัว การวางโครงสร้างเอกสารร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ รับทำบัญชี จะช่วยลดข้อผิดพลาดในวงจรจัดซื้อและลดความเสี่ยงจากการถูกประเมินภาษีย้อนหลังได้อย่างตรงจุด

    3. ตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง PR และ PO

     

    หัวข้อเปรียบเทียบ

    PR (Purchase Requisition / ใบขอซื้อ)

    PO (Purchase Order / ใบสั่งซื้อ)

    ลักษณะเอกสาร

    เอกสารสื่อสารภายในองค์กร

    เอกสารสัญญาภายนอกองค์กร

    ผู้ออกเอกสาร

    แผนกผู้ต้องการใช้สินค้า/บริการ

    แผนกจัดซื้อ (Procurement/Purchasing)

    ผู้รับเอกสาร

    แผนกจัดซื้อ / ผู้มีอำนาจอนุมัติภายใน

    ผู้ขายสินค้า หรือ ผู้ให้บริการ (Supplier)

    ผลผูกพันทางกฎหมาย

    ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

    มีผลผูกพันทางกฎหมายตามสัญญาซื้อขาย

    ผลกระทบทางบัญชี

    ไม่มีการบันทึกรายการทางบัญชี

    เป็นภาระผูกพัน (Commitment) นำไปกระทบยอดตอนรับสินค้า

    เอกสารแนบประกอบ

    ใบเสนอราคา (Quotation) เพื่อประกอบการอนุมัติ

    PR ที่อนุมัติแล้ว, ใบเสนอราคา, สัญญาซื้อขาย

    รับทำบัญชีเริ่มต้น 3,900
    [รับทำบัญชี วางแผนภาษีครบวงจร Station Account®]

    4. ผลกระทบของ PR และ PO ต่อวงจรบัญชีและภาษีอากร

    ในการทำบัญชีและภาษีตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) เอกสาร PR และ PO ไม่ถือเป็นใบเสร็จหรือใบกำกับภาษี ดังนั้นจึงยังไม่เกิดการบันทึกรับรู้รายจ่ายหรือภาษีซื้อในขั้นตอนออก PR/PO อย่างไรก็ตาม PO เป็นหลักฐานสำคัญที่ กรมสรรพากร ตรวจสอบเพื่อยืนยันว่า “รายจ่ายนั้นเกิดขึ้นเพื่อการดำเนินงานของกิจการจริง” ตามมาตรา 65 ตรี (13) แห่งประมวลรัษฎากร

    5. ตัวอย่างเคสการบันทึกบัญชี (Journal Entries)

    เพื่อให้เห็นภาพการเชื่อมโยงจาก PO เข้าสู่ระบบบัญชีอย่างชัดเจน ตัวอย่างการบันทึกรายการ 2 กรณี มีดังนี้:

    เคสที่ 1: การสั่งซื้อวัตถุดิบสินค้าพร้อมภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT 7%)

    บริษัท ออก PO สั่งซื้อวัตถุดิบมูลค่า 100,000 บาท (ยังไม่รวม VAT 7%) เมื่อผู้ขายนำส่งสินค้าพร้อม ใบแจ้งหนี้/ใบกำกับภาษี (Tax Invoice) นักบัญชีจะบันทึกรายการดังนี้:

    ผังบัญชี (Account Title)

    เดบิต (Debit)

    เครดิต (Credit)

    Dr. ซื้อวัตถุดิบ (Raw Materials)

    100,000

     

    Dr. ภาษีซื้อ (Input VAT)

    7,000

     

    Cr. เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable)

     

    107,000

    (บันทึกรับสินค้าและเจ้าหนี้การค้าตาม PO และใบกำกับภาษี)

    (หมายเหตุ: หากกิจการยังไม่ได้จดภาษีมูลค่าเพิ่ม สามารถรับบริการ รับจด Vat เพื่อวางระบบภาษีซื้อ-ภาษีขายให้ถูกต้องตั้งแต่เริ่มต้น)

    เคสที่ 2: การสั่งจ้างบริการและตัดภาษี ณ ที่จ่าย (Withholding Tax)

    บริษัท ออก PO สั่งจ้างทำระบบไอที มูลค่า 50,000 บาท (VAT 7%) มีหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ตามกฎหมาย เมื่อได้รับใบบริการและใบกำกับภาษี บันทึกดังนี้:

    ผังบัญชี (Account Title)

    เดบิต (Debit)

    เครดิต (Credit)

    Dr. ค่าบริการทำระบบ (Service Fee)

    50,000

     

    Dr. ภาษีซื้อ (Input VAT)

    3,500

     

    Cr. ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างจ่าย (Withholding Tax Payable – 3%)

     

    1,500

    Cr. เจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable)

     

    52,000

    (บันทึกค่าบริการและหักภาษี ณ ที่จ่ายตามข้อตกลงใน PO)

    เมื่อถึงสิ้นปี การตรวจสอบรายการรับรู้หนี้สินและค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะต้องถูกสรุปอย่างแม่นยำเพื่อยื่นงบการเงิน กิจการที่ต้องการความถูกต้องสูงสุดสามารถเลือกใช้บริการ รับปิดงบบัญชี โดยนักบัญชีมืออาชีพ

    6. ตารางเปรียบเทียบการจัดเก็บเอกสาร PR และ PO สำหรับสรรพากร

    ประเภทเอกสาร

    ระยะเวลาจัดเก็บที่แนะนำ

    ข้อควรระวังทางภาษี

    PR (ใบขอซื้อ)

    อย่างน้อย 5 ปี

    ต้องมีลายเซ็นผู้อนุมัติตาม อำนาจดำเนินการ (Authority Matrix)

    PO (ใบสั่งซื้อ)

    อย่างน้อย 5-10 ปี

    เลขที่ PO ต้องตรงกับใบแจ้งหนี้/ใบส่งของ และระบุเงื่อนไขราคาสินค้าชัดเจน

    7. FAQ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ PR และ PO

    Q1: ออก PO แล้ว สามารถยกเลิกได้หรือไม่?

    ตอบ: สามารถยกเลิกได้หากทั้งสองฝ่ายยินยอม แต่หากผู้ขายได้เริ่มดำเนินการผลิตหรือส่งมอบสินค้าบางส่วนตาม PO แล้ว การยกเลิกอาจมีผลผูกพันทางกฎหมายที่ต้องชดเชยค่าเสียหายตามข้อตกลงใน PO

    Q2: ธุรกิจขนาดเล็ก จำเป็นต้องมีทั้ง PR และ PO หรือไม่?

    ตอบ: หากเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีเจ้าของอนุมัติการสั่งซื้อคนเดียว สามารถข้ามขั้นตอน PR และออก PO ได้ทันที แต่สำหรับองค์กรที่มีหลายแผนก ควรมี PR เพื่อคุมงบประมาณภายใน

    Q3: PO ใช้เป็นใบกำกับภาษีได้หรือไม่?

    ตอบ: ไม่ได้ PO เป็นเพียงเอกสารสั่งซื้อ ไม่สามารถนำมาใช้เคลมภาษีซื้อหรือใช้เป็นหลักฐานการชำระเงินทางภาษีได้ ต้องใช้ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปตามมาตรา 86/4 เท่านั้น

    Q4: สรรพากรจะเรียกตรวจ PR และ PO ในกรณีใดบ้าง?

    ตอบ: สรรพากรมักเรียกตรวจ PO เมื่อมีการขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Refund) หรือเมื่อสงสัยว่ารายการบันทึกค่าใช้จ่ายนั้นเป็น “ค่าใช้จ่ายต้องห้าม” เพื่อพิสูจน์ว่าเกิดการซื้อขายจริงในดำเนินธุรกิจ

    สำนักงานบัญชีคุณภาพ